เรื่องย่อ ดอกบัวขาว

เรื่องย่อ ดอกบัวขาว


เรื่องย่อ ดอกบัวขาว

บทประพันธ์ ละครดอกบัวขาว โดย : ชาตบุษย์
ละครดอกบัวขาว ออกอากาศ : ทุกวันพุธ - พฤหัสบดี เวลา 20.25 น. ทางช่อง 7 สี

เรื่องย่อละครดอกบัวขาว

ตำนานการกำเนิด ดอกบัวขาว มาจากเศรษฐีนีสาว ผู้มีจิตใจงดงาม เธอเสียสละทรัพย์สินทุกอย่างให้แก่ผู้ยากไร้ จนเธออดอาหารเสียชีวิตอยู่ริมบึงน้ำ ร่างกายของเธอกลายเป็น ดอกบัวขาว สวยพิสุทธิ์ที่ใช้บูชาพระ เช่นเดียวกับ อรนุช หญิงสาวสวยผู้มีจิตใจสะอาดบริสุทธิ์ราว ดอกบัวขาว เธอเสียสละทุกอย่างให้กับพี่น้องร่วมบิดา แม้แต่หัวใจรักของตัวเอง แต่ความเสียสละของเธอดูเหมือนจะจบสิ้นต่อเมื่อชีวิตของเธอจบลงเท่านั้น

ประมุขของบ้านเทพทัตคือร้อยโทอภิชาติ เทพทัต มีคู่หมั้นที่พ่อแม่หาให้คือ สุชาดา ในวัยหนุ่ม อภิชาตจีบชบา สาวใช้ แข่งกับนายเสริฐคนสวนของบ้าน แต่อภิชาตใช้กำลังจนได้ชบาเป็นเมียก่อนวันแต่งงานวันเดียว นางรำเพยแม่ของชบาซึ่งเป็นแม่ครัวของบ้านเมื่อรู้ข่าว ก็ด่าว่าและจะจับชบาแต่งงานกับนายเสริฐ แต่ชบาตั้งท้องซะก่อน เมื่อสุชาดารู้ก็มาอาละวาดด่าว่าชบาแต่สุชาดาก็ตั้งท้องเหมือนกัน ลูกสาวของสุชาดาชื่อกุลธิดา (น้อย) ลูกสาวของชบาชื่ออรนุช (นุช) อภิชาตลอบเข้าหาชบาอีกจนชบาตั้งท้องลูกสาวคนที่สอง และเมื่อชบาคลอดลูกคนที่สอง ก็ล้มป่วยด้วยโรคร้ายจนเสียชีวิต ก่อนตายชบาสั่งเสียให้นุชรักพี่รักน้องและเสียสละโดยเฉพาะกับน้อยพี่สาวต่าง แม่ เพื่อไถ่บาปในการเป็นเมียน้อยของแม่ด้วย โดยมีนางรำเพยคอยเลี้ยงดูทั้งนุชและแก้วอย่างเข้มงวด ให้เจียมตัวและอย่าเผยอขึ้นเทียมคุณนายเรือนใหญ่

น้อยมักแอบมาเล่นกับนุชและแก้วเสมอ แม้สุชาดาจะคอยห้าม น้อยมีนิสัยค่อนข้างเอาใจตัวเอง และถืออำนาจว่าเป็นพี่ ส่วนนุชนั้น เป็นเด็กรักดี จิตใจงาม แก้วดื้อรั้น ขี้อ้อนประสาน้องคนเล็กที่มีนุชคอยปกป้อง นุชจึงต้องรองรับอารมณ์ทั้งจากพี่และน้องด้วยความอดทน ไม่ว่าความผิดใดใดที่เกิดขึ้น คนที่ถูกทำโทษจะเป็นนุชเสมอ ถ้าไม่เป็นสุชาดาก็เป็นยายรำเพย ซึ่งนุชก็ไม่เคยปริปาก โชคดีที่มีรังสี ลูกชายนายเสริฐคนสวนของบ้านเป็นเพื่อนที่นุชสนิทสนมและปรับทุกข์ทุกอย่าง ด้วยได้ (หลังจากอกหักจากชบา นายเสริฐแต่งงานไปกับสาวใช้อีกคนและเลิกรากันหลังรังสีเกิดไม่นาน)

ครอบครัวศราชัย ครอบครัวนักธุรกิจใหญ่ ฐานะร่ำรวยมั่นคง ซึ่งสามีภรรยาเจ้าของบ้านคือไพศาลและวารี ได้พาลูกชาย พนาและศวัส มาทำความรู้จักกับครอบครัวเทพทัต เนื่องจากได้ย้ายครอบครัวมาอยู่บ้านติดกัน เด็กทั้งห้าเป็นเพื่อนเล่นกัน แต่นุชมักปลีกตัวออกมาเล่นกับรังสีมากกว่า ทำให้พนาหมั่นไส้ ค่อนขอดตลอด นุชไม่ชอบหน้าเขาที่สุด เมื่อรังสีต้องจากไปทำนาบ้านนอก ทั้งสองสัญญากันว่าจะเขียนจดหมายติดต่อกัน โดยใช้ดอกบัวขาวเป็นสัญลักษณ์แทนตัวนุช

สิบปีต่อมาหนุ่มสาวทั้งห้าเติบโตเป็นสาวสวยและหนุ่มรูปงาม ทั้งหมดยกเว้นแก้วที่อยู่ ม.5 สอบติดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทั้งหมด น้อยติดคณะอักษรศาสตร์ พนากับนุชสอบติดคณะวิทยาศาสตร์ และศวัสสอบติดวิศวะ ส่วนรังสีก็สอบติดคณะประมงด้วย สำหรับพนานั้นตั้งใจมาเรียนคณะเดียวกับนุชเพื่อจะได้ใกล้ชิดกัน นุชระอาที่พนาแกล้งเอาเปรียบในการเรียน แต่เมื่อถึงคราวคับขัน พนาก็แก้ปัญหาทุกอย่างได้ดีจนนุชทึ่ง เมื่อพนานัดนุชจะไปเที่ยว นุชมักปฎิเสธแต่กลับใช้เวลาส่วนใหญ่ติวหนังสือให้กับรังสี เพราะเขาต้องทำงานพิเศษส่งเสียตัวเองเรียน ทำให้พนาโกรธและหมั่นไส้มาก พนาเริ่มรักนุชแต่ไม่รู้ใจตัวเองแสดงออกด้วยการด่าว่ากระแหนะกระแหน ทำให้นุชเกลียดขี้หน้าพนาที่สุด

ศวัสน้องชายพนาแอบชอบนุชเหมือนกันแต่ด้วยความที่ศวัสเงียบขรึม พูดน้อย จึงได้แต่มองดูนุชและคอยช่วยเหลืออยู่ห่างๆ ที่สำคัญศวัสรู้ว่าพี่ชายชอบนุชแม้จะควงน้อยเป็นแฟนอย่างเปิดเผยก็ตาม ส่วนรังสีผู้เจียมตัวและอดทนได้แต่แอบรักแอบบูชาเพราะเจียมตัวว่าจนไม่คู่ ควรกับนุช เขาต้องออกจากการเรียนตั้งแต่ปี 1 และจากไปเป็นเกษตรกรต่างจังหวัด

ตลอดการเรียนในมหาวิทยาลัย นุชต้องรับศึกหนักทั้งเรื่องเรียนและเรื่องทางบ้าน เพราะสุชาดามักคอยหาเรื่องให้นุชต้องไปเรียนไม่ทัน บางครั้งก็เกือบขาดสอบ ไหนจะต้องดูแลความประพฤติของแก้วที่เหลวไหล ติดเพื่อนที่ชวนเที่ยว จนเกือบจะติดยาเสียคน ไหนจะต้องคอยรับใช้น้อยที่ มีนุชเป็นเบ๊ในทุกเรื่อง แต่ความอดทนและเสียสละของนุชก็ทำให้พนาและศวัสยิ่งประทับใจนุชมากขึ้น

เมื่อจบการศึกษา พนาทำเซอร์ไพรส์ขอให้พ่อแม่มาสู่ขอนุช บ้านเทพทัตต่างแปลกใจเพราะพนาสนิทสนมไปไหนมาไหนกับน้อยมากกว่า น้อยอาละวาดเสียใจ โดยมีแม่มาปลอบใจและยุแยงว่านุชแผนสูงจะแย่งพนาไป น้อยมาต่อว่านุชที่แย่งของรักของตัว นุชปฎิเสธและให้สัญญาว่าจะไม่มีทางแย่งของรักของน้อย พนามาหานุช นุชไม่ยอมมาพบ พนาบุกเข้าไปแล้วลวนลามจะจูบ แก้วกับน้อยมาเห็นโกรธนุชว่าไม่รักษาสัญญา นุชพยายามจะอธิบายแต่ไม่มีใครฟัง

วันหมั้นนุชปฎิเสธการหมั้นกับผู้ใหญ่ พนาโกรธมาก มาอาละวาด ขอคำตอบว่าทำไมปฎิเสธเขานุชยืนยันว่าเกลียดคนอย่างพนาที่สุดและจะไม่มีวัน รัก พนาถึงกับอึ้งเสียใจกินเหล้าเมายา มีน้อยมาคอยปลอบใจ ศวัสเมื่อเห็นนุชปฎิเสธพนาจึงพาตัวมาใกล้ชิดนุช ทำให้แก้วซึ่งแอบชอบศวัสเกลียดนุชไปด้วย พนาเห็นศวัสมาจีบนุชก็หึง ด่าว่าและพยายามลวนลาม น้อยมาเห็นทำให้ยิ่งเกลียดนุชเข้าไส้ เข้าใจว่านุชมารยา หน้าไหว้หลังหลอก นุชหาทางออกโดยโกหกกับพนาว่ารักรังสีและจะต้องแต่งงานกันให้ได้ พนาอาละวาดและประชดนุช กลับไปควงน้อยออกนอกหน้า ให้สัมภาษณ์เปิดตัวแฟนใหม่ในนิตยสารไฮโซ ส่วนนุชเมื่อเห็นข่าวก็ปวดใจเริ่มรู้ตัวว่าแอบรักพนาจึงหาทางหนีไปจากบ้าน เพื่อปิดกั้นใจตัวเอง

ครูสุรีย์ได้ขอร้องให้นุชมาช่วยสอนหนังสือชั่วคราวที่ชัยภูมิ นุชได้พบรังสี ที่มาเป็นเกษตรกรอยู่ที่นี่ รังสีมาช่วยงานโรงเรียนบ่อยๆ และสารภาพว่ารักนุช แต่นุชให้ได้เพียงแค่ความเป็นเพื่อน รังสีเสียใจแต่ยอมรับได้ ทั้งสองสนิทสนมไปไหนมาไหนด้วยกัน จนคนที่นี่คิดว่าทั้งคู่เป็นแฟนกัน พนาที่แอบตามนุชมาที่ชัยภูมิ เข้าใจว่านุชหนีมาหารังสีจริงๆ ทั้งหึงทั้งโกรธ พนาท้ารังสีกินเหล้า ทั้งสองเมาอย่างหนัก รังสีแยกไปนอน ส่วนพนามีนุชดูแล พนาด่าว่าดูถูกนุช นุชตบหน้า พนาใช้กำลังปลุกปล้ำนุช พนาพร่ำขอโทษสารภาพว่าทำเพราะรักไม่ใช่ความใคร่ และสัญญาว่าจะส่งผู้ใหญ่ไปสู่ขอ รุ่งเช้า นุชหนีกลับกรุงเทพ หลบหน้าทุกคนและเข้าไปกราบอภิชาติ พ่อได้มอบเครื่องประดับให้นุชในวันเกิดและมอบจดหมายที่ชบาฝากไว้ให้นุชอ่าน ใจความในจดหมายขอให้นุชรักพี่รักน้องและเสียสละให้ทั้งสอง น้อยมาดักพบนุชคุกเข่าอ้อนวอนขอร้องให้ยกพนาให้กับตน นุชให้สัญญาอีกครั้งว่าจะทำให้พนาหันไปรักน้อย พนามาหานุชที่บ้านเพื่อกำหนดวันแต่งงาน นุชหัวเราะใส่หน้า ไม่ยอมแต่งงานบอกว่าตัวเองรักรังสีลักลอบได้เสียกันมาหลายครั้งแล้ว ขอให้พนาออกไปจากชีวิต พนาเสียใจและเจ็บแค้นมากประชดแต่งงานกับน้อยภายในอาทิตย์นั้น

สามเดือนต่อมา พนากับน้อยมีชีวิตคู่ที่หวานอมขมกลืน เพราะพนาไม่ยอมมีสัมพันธ์กับน้อย นุชแพ้ท้องอย่างหนัก ทางบ้านจับได้คาดคั้นให้บอกว่าใครเป็นพ่อ แต่นุชไม่ยอมบอก ทุกคนคิดว่าเป็นรังสี

ครูสุรีย์มาเยี่ยมนุชและบอกศวัสว่าพนาเป็นพ่อของเด็กในท้อง ศวัสมาขอนุชแต่งงานเพื่อรักษาเกียรติให้เทพทัตและเพื่อให้เด็กมีพ่อโดยสัญญา ว่าจะไม่แตะต้องตัวนุชถ้านุชไม่ยินยอม พร้อมทั้งยินดีเซ็นใบหย่าควบคู่กับทะเบียนสมรสเพื่อให้นุชได้เป็นอิสระเมื่อ ต้องการ เมื่อนุชย้ายมาอยู่ร่วมกันในบ้านศราชัยและต้องเชิญหน้ากัน นุชพยายามหลบ พนาหาโอกาสเข้าใกล้ชิดกวนประสาทนุช ซึ่งศวัสเข้ามาขวางได้ตลอด วันหนึ่งน้อยมาแอบได้ยิน พนาต่อว่านุชและแสดงความรู้สึกว่ายังรักนุชอยู่ น้อยเจ็บแค้นมาก แต่น้อยแสร้งทำไม่รู้ ร่าเริง ดูแลนุชด้วยความหวังดี แต่แท้จริงเจตนาทำร้ายให้เด็กแท้ง

รังสีรู้เรื่องนุชแต่งงานเลยมาเยี่ยมและแสดงความยินดี พนาแอบฟังทำให้รู้ว่าตัวเองเป็นพ่อของเด็ก รังสีกลับไปที่พักก็กินเหล้าเสียใจ น้อยสะกดรอยตามมาเสนอเงินให้พานุชหนีไปตั้งตัวที่อื่น ให้พ้นจากพนา รังสีไม่ยอม น้อยทั้งดูถูกรังสีและด่าว่านุช ทำให้รังสีโมโหปลุกปล้ำน้อยจนตกเป็นของตน น้อยแค้นใจมาก ส่วนพนามาคาดคั้นนุชว่าใครเป็นพ่อเด็กในท้อง แต่สุดท้ายสิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อนุชเกิดแท้ง

เมื่อกลับถึงบ้าน พนาพยายามใกล้ชิด ดื้อรั้นที่จะดูแลนุช ศวัสเริ่มหึง ขอร้องให้นุชเป็นของเขา นุชจึงขอหย่าและกลับไปบ้านเทพทัต น้อยมาดักพบขอลูกของน้อยเป็นของตัวเองกับพนา นุชไม่ยอม น้อยด่าว่าและทวงบุญคุณพูดเป็นนัยๆ ว่ารู้เรื่องทุกอย่าง แต่พยายามอดทน อดกลั้น แม่ชบาเคยทำกับแม่สุชาดาไว้ นุชคงไม่ทำซ้ำรอยแม่ นุชละอายใจ สัญญาว่าจะไม่ทำอะไรให้น้อยเสียใจเด็ดขาด

เมื่อกลับไปอยู่บ้านนุชหลบทั้งพนาและศวัส พนาปีนเข้าหานุช และบอกว่าจะขอหย่ากับน้อยเพื่อมาดูแลนุช นุชไม่ยอมพนาไม่เข้าใจมีปากเสียงกัน สุดท้ายทั้งคู่ได้เสียกันอีกครั้ง แก้วเห็นพนาออกจากห้องนอนนุช โทรไปฟ้องน้อย น้อยโกรธมากอาละวาดด่าว่าตบตีนุช นุชยอมให้ตีแต่โดยดี น้อยทวงสัญญาที่นุชเคยให้ไว้ พนาออกหน้าขอหย่ากับน้อยเพื่อมารับผิดชอบนุช น้อยอ้างบ้างว่าตัวเองก็ท้องเหมือนกันจะให้ใครรับผิดชอบ (ท้องกับรังสี) ทุกคนตะลึง พนาปฎิเสธเสียงแข็งเพราะไม่เคยมีอะไรกับน้อย แต่น้อยปากแข็งยืนยัน นุชช็อคไล่พนาออกไป

รังสีมากรุงเทพ เจอกับพนาที่กำลังเมาเพราะกลุ้มใจ พนาระบายว่า ไม่เคยมีอะไรกับน้อย และรักนุชคนเดียว รังสีจึงรู้ว่า น้อยท้องกับตน นุชตัดสินใจเขียนจดหมายลาศวัสและหนีออกจากบ้านไป ขณะที่แก้วถูกแฟนหนุ่มที่เป็นมิจฉาชีพล่อลวง และพยายามติดต่อขอความช่วยเหลือจากนุช นุชตามไปช่วยน้อง ศวัสตามมาช่วยทัน แก้วซาบซึ้งมาก และบอกนุชว่าน้อยไม่ได้ท้องกับพนา (แก้วเป็นคนที่รู้ความลับน้อย เพราะน้อยเล่าให้ฟังทุกอย่าง)

รังสีพาพนากลับบ้าน และบอกน้อยว่าจะยอมรับเป็นพ่อเด็ก น้อยไม่ยอมรับรู้ โกรธสุดขีดควักปืนขู่รังสี ไล่ออกจากบ้าน รังสีไม่ไป น้อยยิงรังสีล้มลง และเริ่มบ้าคลั่ง นุช ศวัสและแก้วกลับมาบ้าน เจอเหตุการณ์ พนาเข้าแย่งปืนน้อย ถูกกระสุนเข้าอีกคน น้อยวิ่งเตลิดเปิดเปิงออกไป นุชวิ่งตาม น้อยวิ่งข้ามถนน รถบรรทุกวิ่งมา นุชกระโดดผลักน้อย โดยตัวเองถูกรถชนแทน น้อยตกใจจนหมดสติ ในมโนสำนึก น้อยฝันเห็นตัวเองกับน้องๆ เล่นกันอย่างมีความสุข

ภาพวันวานที่ผ่านมาย้อนให้เห็นว่านุชเป็นผู้เสียสละให้น้อยมาตลอด ขณะที่นุชอาการโคม่า แต่ปากก็พร่ำพูดถึงแต่น้อยตลอดเวลา สุชาดาพาน้อยเข้ามาเยี่ยมนุชได้ยินเข้าก็เริ่มละอายใจที่เกลียดชังนุชมาตลอด น้อยร้องไห้พร่ำรำพันที่ข้างเตียงขอให้นุชฟื้นคืน นุชสลบไปหลายวันก่อนจะพ้นขีดอันตราย น้อยสำนึกผิดยอมเป็นฝ่ายเสียสละ ขอหย่าจากพนาและเดินทางไปต่างประเทศกับรังสี ศวัสหันมารักกับแก้ว ส่วนพนาก็พยายามง้องอนนุชจนสำเร็จ และสัญญาว่าจะดูแลนุชไปจนวันตายโดยจะไม่ยอมให้นุชต้องทนทุกข์กับการเป็นผู้ ให้ฝ่ายเดียวอีกต่อไป ติดตามชมละครเรื่อง ดอกบัวขาว ได้ทุกวันพุธ - พฤหัสบดี เวลา 20.25 น. ทางช่อง 7 สี เริ่มตอนแรกพุธที่ 9 กันยายน 2552







รายชื่อนักแสดงนำใน ละครดอกบัวขาว

ไปรยา สวนดอกไม้ รับบทเป็น อรนุช (นุช) เทพทัต ในละคร ดอกบัวขาว
วงศกร ปรมัตถากร รับบทเป็น พนา ศราชัย ในละคร ดอกบัวขาว
แคทเธอรีน จีน่า มี๊ดส์ (จีน่า) รับบทเป็น พิม ในละคร ดอกบัวขาว
พูลภัทร อัตถปัญญาพล รับบทเป็น ศวัส ศราชัย ในละคร ดอกบัวขาว
ณัฐวัฒน์ เปล่งศิริวัธน์ รับบทเป็น รังสี ในละคร ดอกบัวขาว
ณิชานันท์ ฝั้นแก้ว รับบทเป็น กุลธิดา (น้อย) เทพทัต ในละคร ดอกบัวขาว
นัยนา ปามี รับบทเป็น พรแก้ว (แก้ว) เทพทัต ในละคร ดอกบัวขาว
ชาติชาย งามสรรพ์ รับบทเป็น อภิชาติ เทพทัต ในละคร ดอกบัวขาว
วรรณษา ทองวิเศษ รับบทเป็น สุชาดา เทพทัต ในละคร ดอกบัวขาว
นิกัลยา ดุลยา รับบทเป็น ชบา ในละคร ดอกบัวขาว
ทะนงศักดิ์ ศุภการ รับบทเป็น ไพศาล ในละคร ดอกบัวขาว
กชกร นิมากรณ์ รับบทเป็น วารี ในละคร ดอกบัวขาว
ทัศน์วรรณ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา รับบทเป็น รำเพย ในละคร ดอกบัวขาว

อ่านเรื่องย่อละครปราสาทมืด

อ่านเรื่องย่อละครปราสาทมืด


"แนะนำตัวละครเรื่อง “ปราสาทมืด”

ปราสาทมืด ณัฐรัฐ-โมริส พระเอกใหม่ ประกบคู่ ศรีริต้า เจนเซ่น

อ่านเรื่องย่อละครปราสาทมืด

หม่อมเจ้าหญิงอุมารังษี ทะเลาะกับหม่อมอร ผู้เป็นมารดา เรื่องที่หม่อมอรจะลดตัวไปแต่งงานกับนายเม้ง คนไทยเชื้อสายจีน ท่านหญิงจึงเอาสร้อยเพชรที่เสด็จพ่อประทานให้ไปจำนำ เพื่อส่งเงินไปให้หม่อมเจ้าชายพงษ์อิศรา พี่ชายที่อังกฤษ และขอร้องไม่ให้พงษ์อิศรารับเงินจากหม่อมอร เพราะเป็นเงินของนายเม้ง พร้อมบอกข่าวที่เธอจะเดินทางไปเป็นครูที่ จ.เชียงใหม่

บนรถไฟ ภะรตที่ดูท่าทางไม่สนใจอุมารังษี ก็เอ่ยชวนอุมารังษีไปทานข้าวที่ห้องอาหารรถไฟ ระหว่างนั้นภะรตรู้ว่าอุมารังษีจะไปเป็นครูที่เชียงใหม่แต่ยังไม่มีจุดหมายแน่นอน จึงเอ่ยชวนเธอไปทำงาน เป็นครูพี่เลี้ยงให้น้องสาวพิการและเป็นใบ้ของเขา อุมารังษีตอบตกลงเมื่อภะรตให้ปืนไว้แก่เธอ และบอกสามารถยิงเขาได้ทุกเมื่อ ถ้าคิดว่าเขาไปปลอดภัยแก่ตัวเธอ โดยเธอบอกเพียงว่าชื่อ อุมา

เมื่อถึงปราสาทกลางป่าลึก อุมารังษีตะลึงกับความโอ่อ่า สวยงาม ขึ้นขั้นนอนไม่หลับ รุ่นเช้าอีกวันเธอจึงตื่นสาย และลงมาที่โต๊ะอาหารช้า ป้าแช่มซึ่งเป็นแม่บ้าน เหน็บแนมอุมารังษีทันที บนโต๊ะอาหารภะรตสั่งให้กัญญาเปลี่ยนห้องนอนกับอุมารังษี กัญญาไม่พอใจแต่ทำอะไรไม่ได้ หลังจากนั้นอุมารังษีตามภะรตเข้ามาห้องนั่งเล่น จึงได้พบกับคุณแจ๋ว อุมารังษีถูกชะตาทันที

คืนหนึ่งอุมารังษีนอนไม่หลับ เธอได้ยินเสียงกรีดร้องของผู้หญิงคนหนึ่ง จึงตัดสินใจออกไปดู ทำให้เธอพบกับภะรตที่ท่าทางเหมือนกำลังออกไปไหน อุมารังษีตัดสินใจสะกดรอยตาม ภะรตรู้ตัวว่าอุมารังษีตามมา เลยหยุดไม่ไปต่อพร้อมดักตัวอุมารังษีไว้ และบอกไม่ได้ยินเสียงอะไร ภะรตไปส่งเธอยังห้องนอนและกำชับห้ามไม่ให้พะวงกับสิ่งที่ไม่ได้เกี่ยวกับตัวเธอ อุมารังษีสงสัยมาก แต่ก็กลับเข้าห้องนอนตามที่ภะรตสั่ง

วันต่อมา นายชดหลอกอุมารังษีมาที่กระท่อมกลางป่าของแม่ทิพ โดยเมื่อแม่ทิพเห็นอุมารังษีก็ตรงเข้าทำร้ายบีบคอทันที อุมารังษีกลัวมากแต่ก็พยายามช่วยเหลือตัวเอง จนภะรตที่ตามมาช่วยไว้ได้ทัน พร้อมย้ำให้อุมารังษีเลิกสงสัยในทุกเรื่อง

ขณะเดียวกัน หม่อมอรที่กำลังโศกเศร้าเรื่องอุมารังษีหนีออกจากบ้านไป พระองค์เจ้ารวิศักดิ์ เทวัญ ก็มาขอเข้าพบ เพราะพงษ์อิศราซึ่งเป็นรุ่นน้องที่สนิทครั้งอยู่อังกฤษ ฝากเงินกับจดหมายมากับรวิศักดิ์เพื่อให้มาคืนหม่อมอร พลันรวิศักดิ์ได้เห็นรูปอุมารังษีตอนอายุ 16 ก็หลงรักทันที

เช้าตรู่วันหนึ่งอุมารังษีขี่ม้าไปจนถึง ไร่สองพี่น้อง และได้พบศุลีมาส เจ้าของไร่ ศุลีมาสเผลอเรียกบ้านของภะรตว่า ปราสาทมืด อุมารังษีหัวเราะ ทั้งคู่คุยกันอย่างถูกคอ จนได้เวลาอุมารังษีขอตัวกลับ สวนกับวิษณุ พี่ชายศุลีมาส โดยเธอรีบเล่าเรื่องที่อุมา ภรรยาของภะรตขี่ม้ามาที่ไร่ให้ฟัง เมื่อได้เวลาอาหารกัญญามองอุมารังษีด้วยสายตาตำหนิ และป้าแช่มเข้ามาต่อว่าเรื่องอุมารังษีมาทานอาหารเช้าสาย อุมารังษีต่อปากต่อคำอย่างไม่เกรงกลัว ป้าแช่มโมโหขู่ว่าครูอุมารู้จักนังแช่มน้อยไป

ตกกลางคืน อุมารังษีนอนไม่หลับนึกน้อยใจในโชคชะตา ที่เจ้าผู้สูงศักดิ์อย่างเธอ ต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้ จิตใจที่ว้าวุ่นทำให้เธอฝันว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งใบหน้าโศกเศร้า ถูกโซ่ตรวนล่ามข้อเท้า ยื่นมือขอความช่วยเหลือจากเธอ หากพออุมารังษีสะดุ้งตื่นก็พบป้าแช่ม กำลังแอบเข้ามาในห้องเธอ ทำท่าเหมือนจะเข้ามาทำร้าย ฉับพลันอุมารังษีลุกพรวด ป้าแช่มตกใจ รีบแก้ตัวว่ามาตรวจดูความเรียบร้อยแล้วรีบออกไป อุมารังษีรู้ดีว่าป้าแช่มกำลังคิดร้ายกับเธอแน่ จึงขอพรให้ดวงวิญญาณของผู้หญิงที่มาเข้าฝัน ปกป้องคุ้มครองเธอ

เช้าวันต่อมา อุมารังษีตื้นตันในความอารีของภะรต ที่สั่งชุดขี่ม้าจากรุงเทพฯ มาให้เธอ จึงใส่ขี่ม้าไปเที่ยวที่ไร่สองพี่น้อง และได้พบกับวิษณุ ทั้งสามคุยกันอย่างสนุกสนาน จนใกล้เวลาอาหารเช้า อุมารังษีรีบขอตัวกลับ ซึ่งสวนกับพระองค์เจ้ารวิศักดิ์และแม่นุ่ม ที่มาพักที่ไร่ของวิษณุ โดยวิษณุเล่าเรื่องครูอุมาให้ทั้งคู่ทราบ แม่นุ่มแอบสงสัยว่าอุมาคนนี้เป็นคนเดียวกับท่าหญิงอุมารังษี

เมื่อได้พบกันสองพี่น้องแนะนำพระองศ์ชายและแม่นุ่มให้รู้จักอุมา อุมารังษีไหว้พระองค์ชาย แต่เพียงยิ้มให้แม่นุ่มเท่านั้น พระองศ์ชายเห็นอุมาก็คิดว่าคล้ายท่านหญิงอุมารังษีในรูปมาก แต่แม่นุ่มมั่นใจว่าใช่แน่ จากนั้นศุลีมาศก็ชวนทั้งหมดไปเที่ยวลำธารหลังไร่ จากการพูดคุยกัน ทำให้ได้รู้ความจริงว่าอุมาไม่ได้เป็นภรรยาภะรต หากเป็นครูของคุณแจ๋วน้องสาวภะรต เช่นนั้นแล้วแม่นุ่มจึงลอบสังเกตุเห็นพระองค์ชายท่าทางปกติ แต่วิษณุแอบลอบถอนใจ มองอุมาด้วยสายตารุ่งโรจน์

อุมารังษีกลับถึงปราสาทในตอนเย็น ก็ได้รับคำสั่งจากภะรต ให้ไปส่งเขายังสถานีรถไฟ ซึ่งภะรตจะเดินทางไปทำธุระที่กรุงเทพฯ กัญญาเห็นเช่นนั้นก็เกิดความริษยา พอถึงสถานีรถไฟภะรตสั่งอุมาอย่างเป็นห่วงให้ดูแลตีวเองดีๆ พกปืนติดตัวตลอดเวลา ก่อนขึ้นรถยังหันมากำชับอุมาไม่ให้ลืมล็อคประตู

ที่กรุงเทพฯ ภะรตไปงานเต้นรำกับวาสิณ วาสิณเห็นภะรตเบื่อๆ จึงหาเพื่อนคุยมาให้ เป็นเด็กผู้หญิงชื่อพิมพ์ทิพ เมื่อภะรตเห็นหน้าเธอก็ตะลึง เพราะพิมพ์ทิพหน้าตาคล้ายคุณแจ๋วมาก ขณะเดียวกันอุมารังษีนอนไม่หลับ ออกไปเดินเล่นที่เฉลียง ทันใดก็พบกับชายลึกลับคนหนึ่ง ที่ปีนขึ้นมา ชายคนนั้นเห็นอุมารังษีก็ท่าทางตกใจเหมือนเห็นผี แล้วเรียกชื่อประวิญ อุมารังษีตกใจมากหยิบปืนขึ้นมาขู่ ชายลึกลับปัดปืนหล่นแล้วหนีไปได้

ภะรตกลับมาจากกรุงเทพฯ และรับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น รีบมาถามอุมาเรื่องชายลึกลับ และว่าเคราะห์ดีเหลือเกินที่เธอปลอดภัย แล้วบอกว่าถ้าชายคนนั้นมาเจอเขา เรื่องทุกอย่างคงจบลงเสียที อุมารังษีสงสัยเรื่องราวความลับของปราสาทมากขึ้น

อุมารังษีได้รับจดหมายจากรวิศักดิ์ ใจความพระองค์ชายทรงทราบว่าเธอคือ ท่านหญิงอุมารังษี รวิศักดิ์บอกว่าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับและพร้อมจะช่วงเหลืออุมารังษีทุกเรื่อง ขณะเดียวกันภะรตไปรักษาคนไข้ที่เชิงเขา จนเย็นก็ยังไม่กลับ อุมารังษีเป็นห่วงภะรตมาก เพราะฝนทำท่าจะตกหนัก สักพักนายชดขี่ม้ากลับมาคนเดียวและบอกทุกคนว่าภะรตถูกยิงบาดเจ็บสาหัสอยู่กลางป่า ให้ตนมาเอาเครื่องมือผ่าตัด

อุมารังษีเป็นห่วงภะรตจึงขอตามนายชดไปด้วย ระหว่างการเดินทางกลางสายฝน นายชดลอบทำร้ายอุมารังษีจนตกจากหลังม้า อุมารังษียิงสู้แต่พลาดถูกนายชดจับมัด ขณะเดียวกันภะรตเจอม้าที่อุมารังษีใช้ขี่ วิ่งวนเวียนอยู่ในป่า รู้ทันทีว่าเกิดเรื่องขึ้น จึงรีบตามหาและช่วยอุมารังษีไว้ได้ทัน แต่นายชดหนีไปได้ ส่วนภะรตติดฝนอยู่กับอุมารังษีกลางป่า อุมารังษีเป็นไข้และเพ้อจนภะรตรู้ว่าเธอคือหม่อมเจ้าหญิงอุมารังษี

อุมารังษีฟื้นขึ้นมาพบว่าภะรตนั่งเฝ้าเธอยู่ อุมารังษีสลบไปสองคืนหนึ่งวัน ขณะเดียวกันป้าแช่มให้นายชดหนีไปกรุงเทพฯ แต่นายชดกลับวนเวียนอยู่ที่เดิม วันหนึ่งป้าแช่มเข้ามาพูดหวังดีกับอุมารังษีว่าภะรตไม่ใช่คนดี เป็นผู้ร้ายฆ่าคน แต่ที่เธอต้องทนเพราะคุณกัญญาเจ้านายของเธอรักอยู่กับภะรต ป้าแช่มเกลี้ยกล่อมให้อุมารังษีไปจากที่นี่ อุมารังษีสับสันมาก คืนนั้นกัญญาเข้ามาร้องไห้และโผเข้ากอดภะรต อุมารังษีออกมาเดินเล่นและเห็นว่าภะรตกำลังกอดอยู่กับกัญญา อุมารังษีเสียใจ ตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะไปจากปราสาทมืด

รวิศักดิ์ได้รับจดหมายจากวิษณุ ที่เขียนมาบอกว่าคุณอุมาลงไปทำงานเป็นพยาบาลให้คุณเทพ ลุงของจักราที่ จ.นราธิวาส แม่นุ่มเดาว่าอุมารังษีอาจชอบภะรตก็ได้ รวิศักดิ์อึ้งไปทันที รวิศักดิ์ วิษณุ และวาสิณมาล่องเรือเที่ยวกับพวกหม่อมอร บนเรือวิษณุได้เจอกับพิมพ์ทิพ หลังจากพูดคุย จึงได้รู้ว่าพิมพ์ทิพคือน้องสาว (ลูกพี่ลูกน้อง) ของจักรา วิษณุท่าทางสนใจพิมพ์ทิพมาก แต่พอเห็นรวิศักดิ์แอบมองอยู่ วิษณุก็หาเรื่องคุยว่าทำไมหม่อมอรหน้าคล้ายกับคุณอุมา รวิศักดิ์เฉลยความจริงให้วิษณุรู้ว่า ครูอุมาคือหม่อมเจ้าหญิงอุมารังษี ธิดาของหม่อมอร

ที่เชียงใหม่ วิษณุ ศุลีมาส วาสิณและพิมพ์ทิพนั่งทานอาหารที่ร้านแห่งหนึ่ง ทั้งหมดพบกับป้าแช่ม กัญญาและนายมั่น ซึ่งพอฝ่ายหลังเห็นพิมพ์ทิพย์ก็มีท่าทางตกใจ ระหว่างนั่งรถกลับปราสาท ทั้งสามพูดเรื่องพิมพ์ทิพย์ที่หน้าตาคล้ายคุณแจ๋ว นายมั่นเอ่ยว่าพิมพ์ทิพอาจเป็นลูกแม่ทิพอีกคนก็ได้

ศุลีมาสทราบเรื่องครูอุมาคือ หม่อมเจ้าหญิงอุมารังษี ก็ตกใจ วิษณุบีบมือน้องสาวอย่างปลอบโยน เพราะกลัวน้องสาวเสียใจเรื่องพระองค์ชาย ซึ่งตัววิษณุเองต้องหลีกทางเช่นกัน เพราะไม่อาจหมายปองของรักของเจ้านายได้ หากศุลีมาสกลับทำตัวปกติ แจ่มใจปฏิบัติกับรวิศักดิ์ดังเดิม

นายชดมาเป็นคนงานที่ไร่สองพี่น้อง โดยวิษณุไม่รู้ว่านายชดหนีคดีมา วันหนึ่งนายชดปวดท้องหนัก วิษณุตามภะรตมาดูอาการ นายชดตกใจมาก ขณะผ่าตัดนายชดเพ้อถึงเรื่อง ประวิญ คุณท่านรักคุณอุมา คุณอุมาอยู่ไม่ได้ คำเพ้อของนายชดอยู่ในสายตาของทุกคน จนผ่าตัดปลอดภัยเสร็จ วาสิณก็อาสาไปส่งภะรตที่บ้าน ระหว่างคุยในรถ วาสิณบอกภะรตว่าอุมารังษีอยู่ จ.นราธิวาส ภะรตอึ้งไป

วันต่อมา วาสิณไปหาภะรตที่โรงพยาบาล ในขณะที่กำลังคุยกันอยู่นั้น วาสิณกวาดสายตาไปเห็นราชิต จ้องมองภะรตอย่างไม่ละสายตา วาสิณแอบสะกดรอยตามราชิตไปจนถึงกระท่อมเล็กๆ ในป่ารกแห่งหนึ่ง

ที่ปราสาท ป้าแช่มวางแผนจะให้กัญญาเข้าไปนอนกับภะรต แต่ถูกคุณแจ๋วขวางไว้และพยายามดึงพี่ชายให้ออกห่างป้าแช่มกับกัญญาตลอดเวลา ทำให้ป้าแช่มเริ่มคิดว่าคุณแจ๋วเป็นตัวปัญหา ป้าแช่มเป่าหูแม่ทิพว่าภะรตจะส่งคุณแจ๋วไปอยู่สถานเด็กพิการที่กรุงเทพฯ เพราะเบื่อเป็นภาระ และคิดจะแต่งงานกับผู้หญิง ทำให้แม่ทิพแอบมาอุ้มคุณแจ๋วไป

ภะรตออกตามหาคุณแจ๋วกับแม่ทิพไปจนถึงหน้าผา เป็นจังหวะที่แม่ทิพกำลังจะตกสู่เบื้องล่าง ภะรตกระโดดคว้าตัวคุณแจ๋วได้ทัน คุณแจ๋วช็อคกับภาพแม่ทิพตายต่อหน้า ทำให้ไม่ได้สติอยู่หลายวัน ภะรตนั่งเฝ้าน้องไม่ห่าง ถึงขนาดไม่ยอมกินไม่ยอมนอน จนแทบจะป่วยไปอีกคน

จ.นราธิวาส ภะรตมาพร้อมหมอดุสิตเพื่อดูอาการลุงเทพ ลุงเทพขอคุยกับภะรตตามลำพัง และฝากฝังคุณแจ๋วกับพิมพ์ทิพ ทำให้ภะรตรู้ว่ามีน้องสาวอีกคน ไม่นานลุงเทพก็สิ้นใจ จากนั้นภะรตขอร้องให้อุมารังษีไปหาคุณแจ๋วกับตน โดยส่งจดหมายจากคุณแจ๋วให้อุมารังษีอ่าน แจ๋วพบครูอุมาแล้ว คุณพี่เอาของแจ๋วให้คุณอุมาให้หมด แจ๋วรักคุณอุมากับคุณพี่ อุมารังษีคิดถึงคุณแจ๋วด้วย จึงตัดสินใจกลับปราสาททันที

ระหว่างแวะพักโรงแรมที่ภะรตและอุมารังษีเดินทางมาด้วยกัน ทั้งคู่มีโอกาสพูดคุยกัน แต่ด้วยทิฐิบวกกับความหึงหวง ทำให้ทั้งคู่ไม่เข้าใจกันเสียที หากพอถึงปราสาท คุณแจ๋วได้เห็นหน้าครูอุมาของเธออีกครั้ง ก็ยิ้มและสิ้นใจอย่างสงบ คุณแจ๋วจากไป ทิ้งเรื่องราวความรักของ ภะรต และ อุมารังษี ที่สุดคาดเดาว่าจะจบลงรูปแบบใด และอยากรู้ปริศนาแห่งปราสาท ติดตามรับชม ละครปราสาทมืด ได้ทุกวันศุกร์ เวลา 20.30 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 20.15 น. ไทยทีวีสีช่อง 3 เริ่มตอนแรกศุกร์ที่ 18 กันยายน 2552

ดารานำแสดงใน ละครปราสาทมืด

ริต้า-ศรีริต้า เจนเซ่น รับบทเป็น หม่อมเจ้าหญิงอุมารังษี อิศรา ใน ละครปราสาทมืด
ณัฐ-ณัฐรัฐ โมริส เลอกรอง รับบทเป็น ภะรต ภารตรักษ์ ใน ละครปราสาทมืด
บอย-พิษณุ นิ่มสกุล รับบทเป็น พระองค์เจ้ารวิศักดิ์ เทวัญ ใน ละครปราสาทมืด
มะปราง-วิรากานต์ เสณีตันติกุล รับบทเป็น ศุลีมาศ ใน ละครปราสาทมืด
หมิง-ชาลิสา บุญครองทรัพย์ รับบทเป็น กัญญา ใน ละครปราสาทมืด
โก-โกสินทร์ ราชกรม รับบทเป็น วิษณุ ใน ละครปราสาทมืด
แมน-การิน ศตายุ รับบทเป็น หม่อมเจ้าพงศ์อิศรา อิศรา ใน ละครปราสาทมืด
ส้ม-เมารี เออเจนี เลอเลย์ รับบทเป็น พิมพ์ทิพ ใน ละครปราสาทมืด
เอมี่-สุพัณณิตา ก่อเกษมวงศ์ รับบทเป็น คุณแจ๋ว ใน ละครปราสาทมืด
น้ำฝน-สรวงสุดา ลาวัลย์ประเสริฐ รับบทเป็น หม่อมอร ใน ละครปราสาทมืด
หมู-พรผกา เสียงสมบูรณ์ รับบทเป็น ป้าแช่ม ใน ละครปราสาทมืด

ขอขอบคุณข้อมูลจาก


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
- thaitv3.com
- theboyster.com



.....................................................................

"แนะนำตัวละครเรื่อง “ปราสาทมืด”
หม่อมเจ้าหญิงอุมารังษี อิศรา นำแสดงโดย ริต้า-ศรีริต้า เจนเซ่น

หญิงสาวอายุประมาณ 21 ปี รูปร่างหน้าตาสวยงามมาก มีบุคลิกของการเป็นผู้ดีทุกกระเบียด นอกจากนี้อุมารังสีก็ยัง หยิ่งทรนงและรักศักดิ์ศรีความเป็นลูกเจ้า เธอจึงไม่พอใจที่หม่อมอร ผู้เป็นมารดาจะไปแต่งงานใหม่กับคนเชื้อสายจีน

ภะรต ภารตรักษ์ นำแสดงโดย ณัฐรัฐ โมริส เลอกรอง

นายแพทย์หนุ่มอายุประมาณ 30 ปี ภะรตเป็นเจ้าของปราสาทผู้มาดขรึมและเงียบเฉย ใบหน้าและแววตาของเขาไม่เคยแสดงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น จึงทำให้ทั่วไปเรียกว่า “ท่านเคาน์” แต่ความจริงแล้ว เป็นเพราะเขารู้สึกผิดกับเรื่องในอดีตที่ผ่านมา ทำให้เขากลายเป็นคนที่อมทุกข์เรื่อยมาตลอด 7 ปี

พระองค์เจ้ารวิศักดิ์ เทวัญ นำแสดงโดย บอย-พิษณุ นิ่มสกุล

ชายหนุ่มอายุราว 30 ปี เป็นท่านชายที่ดีพร้อมทุกอย่างทั้งนิสัย รูปร่างหน้าตาและยศฐาบรรดาศักดิ์ รวิศักดิ์เพิ่งจบการศึกษากลับมาจากเมืองนอก และเขาก็สนิทกับพี่ชายของอุมารังษีมาก พอท่านชายได้เห็นรูปของอุมารังษีเขาก็เกิดตกหลุมรักขึ้นมาทันที

ศุลีมาศ นำแสดงโดย มะปราง-วิรากานต์ เสณีตันติกุล

หญิงสาวอายุประมาณ 21 ปี เป็นเจ้าของ ”ไร่สองพี่น้อง” ศุลีมาศเป็นคนอารมณ์ดี แจ่มใส มองโลกในแง่ดีอยู่เสมอ ทำให้ใครที่อยู่ใกล้เธอจะต้องมีความสุข ศุลีมาศแอบหลงรักรวิศักดิ์ แต่ก็ไม่กล้าเผยความในใจให้เขารู้

กัญญา นำแสดงโดย หมิง-ชาลิสา บุญครองทรัพย์

กัญญา หญิงสาวอายุประมาณ 25 ปี เป็นคนรูปร่างหน้าตาสวย ทว่าแข็งกร่าว เอาแต่ใจตัวเอง หยิ่งยโสกับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่ต่ำต้อยกว่า แต่จะอ่อนโยนและอ่อนหวานกับภะรตเพียงผู้เดียวเท่านั้น โดยเธอหลงรักภะรตมานานและไม่ต้องการให้ผู้หญิงคนไหนอยู่ใก้ลภะรต ฉะนั้นเธอประกาศตัวเป็นศัตรูอย่างเปิดเผยกับผู้หญิงทุกคนที่ใกล้ภะรต โดยเฉพาะกับอุมารังษี

กัญญามีจิตใจไม่ค่อยปกติ อันเกิดจากความเป็นกำพร้าตั้งแต่เด็ก ทำให้เธอรู้สึกว้าเหว่ แต่กัญญาก็มีที่พึ่งทางจิตใจอยู่ในห้องใต้หลังคาในปราสาท ทุกครั้งที่มีเรื่องทุกข์ใจ เธอจะไปที่ห้องนั่นและมีใครบางคนคอยให้กำลังใจ แนะนำหนทางแก้ปัญหาให้ ดังนั้นเวลาที่เธออยู่ในห้องใต้หลังคา เธอจะรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด ทำให้บุคลิกภาพของเธอจะแปรเปลี่ยนเป็นเหมือนเด็กในทันที เพราะกัญญาคิดว่า ใครคนนั้นเป็นเสมือนนางฟ้าส่วนตัวของเธอ แต่กัญญาไม่เคยรู้เลยว่าความจริงแล้ว ใครคนนั้นเป็นใครกันแน่?

วิษณุ นำแสดงโดย โกสินทร์ ราชกรม

พี่ชายของศุลีมาศและเป็นเจ้าของ ”ไร่สองพี่น้อง” ด้วยเหมือนกัน อายุประมาณ 28 ปี วิษณุจบการศึกษาด้านการเกษตร จากประเทศฟิลิปปินส์ อุปนิสัยเป็นคนอารมณ์ดี และรักธรรมชาติมาก

หม่อมเจ้าพงศ์อิศรา อิศรา นำแสดงโดย แมน-การิน ศตายุ

หนุ่มนักเรียนนอกอายุประมาณ 25 ปี เป็นพี่ชายของอุมารังษี สมัยที่อยู่เมืองนอก พงศ์อิศราสนิทกับรวิศักดิ์และเขาก็ให้ความเคารพรวิศักดิ์มาก เพราะรวิศักดิ์ให้ความช่วยเหลือเขาเสมอ

พิมพ์ทิพ นำแสดงโดย ส้ม-เมารี เออเจนี เลอเลย์

หญิงสาวอายุประมาณ 18 ปี เป็นหญิงเรียบร้อย นิสัยดี และเป็นพี่สาวของคุณแจ๋ว แต่พิมพ์ทิพอาศัยอยู่กับพ่อที่ปักษ์ใต้ เธอจึงไม่เคยรู้ว่ามีน้องสาวเป็นคุณแจ๋ว พิมพ์ทิพหน้าตาเหมือนคุณแจ๋วมาก แต่มีดวงตาที่สดใสกว่าคุณแจ๋วมาก

คุณแจ๋ว นำแสดงโดย เอมี่-สุพัณณิตา ก่อเกษมวงศ์

เด็กหญิงอายุ 14 ปี และเป็นน้องสาวต่างบิดาของภะรต แต่คุณแจ๋วมีปัญหาทางด้านร่างกาย เพราะเธอพิการและไม่สามารถเดินและพูดได้ คุณแจ๋วรักอุมารังษีมาก เพราะอุมารังษีเป็นครูที่ดีและรักคุณแจ๋วมากเหมือนกัน

หม่อมอร นำแสดงโดย สรวงสุดา ลาวัลย์ประเสริฐ

มารดาของอุมารังษีและพงษ์อิศรา อายุ 39 ปี หม่อมอรแต่งงานตั้งแต่ยังเด็กทำให้เธอยังดูสาว ประกอบกับเธอเป็นหญิงรักสวยรักงามมากและชอบออกงานสังคม ชอบความบันเทิงทุกประเภท ทำให้เธอดูสดใสและสวยกว่าวัยอยู่เสมอ หลังจากที่เป็นม่ายมานาน หม่อมอรก็ตัดสินใจแต่งงานกับคนเชื้อสายจีน ถึงแม้ว่าเธอจะถูกคัดค้านจากลูกๆแต่เธอก็ไม่สนใจ

ป้าแช่ม นำแสดงโดย หมู-พรผกา เสียงสมบูรณ์

แม่บ้านของปราสาทอายุประมาณ 50 ปี ทำได้ทุกอย่างที่จะให้ลูกสาวของตัวเองได้แต่งงานกับภะรต



ที่มา:มติชนออนไลน์



3 ปี รัฐประหาร 19 กันยาฯวันเปลี่ยนชีวิต แยกครอบครัว ชินวัตร


ครบ รอบ 3 ปี รัฐประหาร 19 กันยายน ” ประชาชาติออนไลน์ ” นำเสนอ นาทีเปลี่ยนชีวิตของคนในครอบครัวชินวัตรไปตลอดกาล ทักษิณ ในคืนยะเยือก ลั่นวาจาอย่างเจ็บปวด ..ผมตกงานแล้ว “คุณหญิงพจมาน” และ “อุ๊งอิ๊ง” บุตรสาวคนเล็ก กบดานอยู่ในเซฟเฮาส์แห่งหนึ่ง โอ๊ค เกือบยิงตัวตาย !!

… 19 กันยายน ปีนี้ ครบรอบ 3 ปีการรัฐประหาร
19 กันยายน ปีนี้ กลุ่มคนเสื้อแดง จะไปชุมนุมที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศน์ อันเป็นบ้านพักของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์
ผ่านไป 3 ปี ใครหลายคน ได้ดิบได้ดีจากการรัฐประหาร มียศมีตำแหน่ง ใครหลายคน ออกมาสู้แล้วรวย ขี่รถหรู มีบ้านหลังใหญ่

ใครหลายคน ตกเป็นจำเลยในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ใครบางคน เรียกการรัฐประหาร 19 กันยายนว่า เป็นการรัฐประหารที่เปลืองข้าวสุก เพราะประเทศชาติไม่ได้อะไรเลย
ผ่านไป 3 ปี วันนี้ พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน บิ๊กบัง ผู้นำ คมช. เตรียมกระโจนลงสู่สนามการเมือง
ขณะที่ผู้ถูกยึดอำนาจ หย่ากับเมีย ครอบครัวแตก ผู้นำครอบครัว ระหกระเหิน ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง โผล่ไปขุดเพชร ขุดทอง เหงาขึ้นมาก็โฟนอินกลับมาเมืองไทย อยากเป็นข่าวก็เล่น ทวิสเตอร์ ให้สื่อไทยตื่นตูมไปวันๆ แก้เซ็ง

“ประชาชาติออนไลน์” นำท่านผู้อ่าน ย้อนกลับไปดู ครอบครัว ชินวัตร ใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ในวันที่ 19 กันยายน 2549
… ในวันเกิดเหตุ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่ทันได้ปฏิบัติภารกิจในฐานะ “ผู้นำคนที่ 23 ของไทย” ที่ต้องขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ณ กรุงนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐฯ

ด้วยเพราะมี “กลิ่น” ของ “อำนาจนอกระบบ” กำลังเคลื่อนเข้ามาประชิดรัฐบาล 377 เสียง

ภารกิจสำคัญของ “พ.ต.ท. ทักษิณ” ในขณะนั้น จึงเป็นการ “เช็คข่าว” ปฏิวัติที่เมืองไทย และเตรียมหาทาง “สู้ข้ามทวีป”

แต่ สุดท้ายความพยายามของ “พ.ต.ท. ทักษิณกับพวก” ก็ล่มลงไม่เป็นท่า เมื่อคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข (คปค.) เข้ายึดอำนาจได้อย่างเรียบ แต่ลึก

จนนำไปสู่สถานภาพที่สุดแสนเจ็บปวด มีเพียงคนในครอบครัวและคนใกล้ชิดที่ได้ยินคำยอมจำนน จากปาก “ผู้แพ้” ที่ว่า “ผมตกงานแล้ว”

ในช่วงเย็นของวันที่ 19 กันยายน 2549 พ.ต.ท. ทักษิณมีดินเนอร์มื้อสุดท้ายร่วมกับผู้ร่วมหัว “จมท้าย” ที่โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท สหรัฐฯ

“พ.ต.ท .ทักษิณ” เอ่ยปากชวนผู้ร่วมวงหลายคน อาทิ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี ผู้ขอท้าชิงเก้าอี้เลขาธิการยูเอ็น นพ. สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ร่วมเดินทางไปยังกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

แต่หาได้มีใครตกปากรับคำ ยอมร่วม “ทริปไร้อนาคต” กับ “ผู้นำยุคหมดอำนาจ” ไม่

แม้ กระทั่ง “นกเหล็ก” ที่เคยพาเจ้าของรหัส สร. 1 ไปอวดสายตาชาวโลกทั้งเวทีประชุมสุดยอดเอเชีย-ยุโรป (อาเซม) ที่เมืองซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ตามด้วยการประชุมกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (นาม) ที่เมืองฮาวาน่า ประเทศคิวบา และประชุมยูเอ็น ที่มหานครนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐฯ

ยังถูกคณะ “อำนาจใหม่” สั่งให้บินตรงกลับประเทศไทย

ทว่า ก่อนจะถึงรันเวย์ปลายทางดังกล่าว “เครื่องบินเช้าเหมาลำจากประเทศไทย” ได้แวะหย่อน พ.ต.ท. ทักษิณ กับ “ผดุง ลิ้มเจริญรัตน์” เลขานุการส่วนตัว ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในเช้าวันที่ 20 กันยายน 2549

“ผม ตัดสินใจไปอังกฤษเพราะลูกสาว (นางสาวพินทองทา ชินวัตร หรือเอม บุตรสาวคนกลาง) เรียนอยู่ที่นี่ อีกอย่างคือเพราะอังกฤษเป็นประเทศประชาธิปไตย” พ.ต.ท. ทักษิณให้เหตุผล


“เอม” จึงเป็นคนในสกุล “ชินวัตร” คนแรกที่มีโอกาสพบ “ผู้นำครอบครัว” ที่เพิ่งหล่นจากเก้าอี้ “ผู้นำประเทศ”

“วัน ที่พ่อมาถึงเอมเข้าไปกอดพ่อแน่นเลย แล้วพูดประโยคหนึ่งกับพ่อ… ไม่เป็นไรนะพ่อ พ่อจะได้มีเวลากับพวกเราะเยอะขึ้นไง พ่อจะได้มีเวลาพักผ่อนมากขึ้น” นางสาวพินทองทาเผย

ขณะที่สมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆ ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ อย่างไม่ปกติ ในนาทีแห่งการเปลี่ยนแปลง “ขั้วอำนาจ”

“คุณหญิงพจมาน” ภริยา และ “แพทองธาร” หรือ “อุ๊งอิ๊ง” บุตรสาวคนเล็กของพ.ต.ท. ทักษิณ กบดานอยู่ในเซฟเฮาส์แห่งหนึ่ง


ส่วน “พานทองแท้” หรือ “โอ๊ค” บุตรชายคนโต ออกตระเวนไปหลบอยู่ใน “ที่ปลอดภัย” หลายแห่ง

“โอ๊ค” เล่าว่าได้รับโทรศัพท์จากคุณหญิงพจมานในช่วงบ่ายของวันที่ 19 กันยายน 2549 ขณะกำลังเดินทางไปสนามฝึกซ้อมยิงปิน โดยมารดาสั่งให้เขากลับบ้านด่วน เพราะสถานการณ์ไม่ค่อยดี

แต่จากนั้นไม่กี่อึดใจ ปลายสายเดิมกลับโทรมาแจ้ง “เปลี่ยนแปลงคำสั่ง”

“คำสั่ง” จากแม่เด็ดขาด-ชัดเจน ให้พื้นที่ “บ้าน” เป็นสถานที่ต้องห้าม และเปลี่ยนพิกัดพื้นที่หลบภัย

“พาน ทองแท้” ถูกสั่งห้ามไม่ให้เขากลับเข้าบ้านพักในซอยจรัญสนิทวงศ์ 69 เพราะเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป และขอให้หลบไปนอนที่อื่น และอย่าแพร่งพรายให้ใครรู้ที่ซ่อนตัว

หลังฟังคำแม่ “โอ๊ค” แวะไปกบดานที่คอนโดมีเนียมของเพื่อนย่านสาธร

“พอ ไปถึงโอ๊คก็เปิดทีวี.ดู เห็นเขาตัดรายการอื่นทิ้งหมด ก็รู้ว่าผิดปกติแล้ว จนกระทั่งมีการยืนยันว่ามีการปฏิวัติ ก็เลยออกจากคอนโดฯ ประมาณเที่ยงคืน แล้วขึ้นไปนั่งอยู่ในรถตู้ส่วนตัว 3-4 ชั่วโมง”

ชั่วโมงแห่งความวิปโยคผ่านไปหลายเพลา แต่ “ผู้สืบสันดานคนที่ 1″ ของ พ.ต.ท. ทักษิณยังนอนขดตัวอยู่ในรถตู้คันเดิม

กระทั่ง เวลา 02.00 น. เศษของวันใหม่ “โอ๊ค” ตัดสินใจต่อสายถึงเลขานุการของเพื่อนสนิทอีกคน เพื่อติดต่อขอใช้บ้านที่มีทำเลอยู่ใกล้ๆ “เซฟเฮาส์เคลื่อนที่” เป็นที่ซ่อนตัวแห่งใหม่

“ผมโทรไปถามว่าขอไปนอนที่บ้านได้ไหม เขาบอกได้ ก็เลยไปอาศัยนอนที่ใต้ถุนบ้านเขา…. คืนนั้นโอ๊คใส่เสื้อกันกระสุนตลอดทั้งๆ ที่ขี้ร้อน แล้วก็นอนใต้ถุน ไม่มีแอร์ ต้องคอยระวังตัวตลอดเวลาตลอดคืนนั้น”

นายพานทองแท้เผย ความลับในนาทีที่ความรู้สึก “เป็น” กับ “ตาย” มีปริมาณเท่าๆ กัน ก่อนบรรยายต่อว่า “ขณะนั้นโอ๊คคิดเลยว่าถ้าต้องถูกพวกนั้นจับตัวไป เพื่อเรียกพ่อกลับเมืองไทยมาติดคุก โอ๊คจะยิงตัวตายเลย ซึ่งถ้าเขาจับลูกคนใดคนหนึ่งไว้ ยังไงพ่อก็ต้องกลับแน่นอน เพราะฉะนั้นต้องหนีก่อน”

“แล้วก็เกือบจะเกิดเรื่องขึ้นตอนประมาณ ตี 5 มีคนในบ้านตื่นเช้าเดินลงมา โอ๊คได้ยินเสียงแก๊กๆๆ ไม่รู้ว่าใคร ก็เลยตะโกนถาม “ใคร?” เหมือนกับเขาไม่ได้ยิน หรือไม่คิดว่าโอ๊คไม่อยู่หรือไงไม่ทราบ เขาก็ไม่ตอบ โอ๊คเห็นท่าไม่ดี ก็ลุกขึ้นปลดเซฟปืน แล้วถามอีก “ใคร?” เลขาฯ เพื่อนได้ยินโอ๊คตะโกนก็เลยรีบวิ่งมาบอก นั่นคุณย่าเขาเอง ก็เลยโอเค ช่วงนั้นใครเข้ามา โอ๊คยิงแน่ ใครจะมาจับนี่สู้ตาย ตายก็ตาย ไม่ยอมให้จับเป็นตัวประกัน” ทายาทอดีตนายกฯ เล่านาทีระทึกขวัญ

ก่อน ฟ้าสาง… นายพานทองแท้ตัดสินใจย้ายที่หลบภัยอีกครั้ง โดยตามไปสมทบกับมารดาและน้องสาวที่บ้านเพื่อนของอุ๊งอิ๊ง ทั้งหมดกบดานอยู่ที่นั่นอีก 2-3 วัน ก่อนย้ายที่อยู่ใหม่ไปเรื่อยๆ เป็นเวลาร่วมๆ 2 สัปดาห์

นายพานทองแท้ยืนยันว่าหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สามแม่ลูกซุ่มใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ ตลอด ไม่ได้เผ่นหนีไปประเทศสิงคโปร์ตามที่มีข่าว

การเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกของเขาคือ การบินตรงไปอังกฤษด้วยเครื่องบินของสายการบินไทย เพื่อพบหน้าพ.ต.ท. ทักษิณเท่านั้น

“ระหว่าง นั้นเราโทรคุยกับพ่อตลอด พ่อบอกให้อยู่แถวนั้นไปก่อน ไม่มีอะไรหรอก เขาคงไม่ทำอะไรลูก ไม่ทำอะไรแม่หรอก” โอ๊คถ่ายทอดคำปลอบประโลมจากพ่อ

แม้ ขณะนั้นพ.ต.ท. ทักษิณจะทำทีเข้มแข็ง และพยายามให้กำลังใจลูก-เมียที่ยังหาทางออกจากประเทศไม่ได้ แต่จิตใจของเขากลับหาความสงบไม่ได้เลยสักวัน นับจากถูกบังคับให้ปลดระวางจากอำนาจ



“พิณทองทา” ลูกสาวคนกลางกลายเป็น “เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ” ชีวิตเดียวที่มี อยู่เคียงข้าง พ.ต.ท.ทักษิณ ในยามตกทุกข์ ระหกระเหิน ในต่างแดน

นัก ศึกษาสาวปริญญาโท สาขาการบริหารจัดการการเงิน ต้องแวะมาหาพ่อที่ “เครียด” จนแทบ “คลั่ง” ทุกวัน ที่อพาร์ตเมนต์ใกล้ๆ กับห้างสรรพสินค้าแฮร์รอดส์ ซึ่งถูกใช้เป็น “บ้านพักคนตกงาน” ชั่วคราว

“ตอนอยู่อังกฤษ คุณพ่อดื้อจะกลับเมืองไทยให้ได้ บอกจะขอเกิดและตายที่เมืองไทยเท่านั้น และจะพูดแต่ว่าพ่ออยากกลับไปสู้ พ่ออยากกลับไปพิสูจน์ พ่อพูดแต่คำแบบนี้” เอมเล่า

ครั้งหนึ่งพ.ต.ท. ทักษิณออกอาการดื้อดึงถึงขีดสุด ยืนกรานจะกลับบ้านเกิดท่าเดียว ทำเอา “เอม” อ่อนใจทรุดตัวไปนั่งกองกับพื้นอพาร์ตเมนต์ เธอกอดขาพ่อ พร้อมส่งเสียงวิงวอน…

“อย่ากลับเมืองไทยตอนนี้ได้ไหม พ่อก็รู้ว่ามันไม่ปลอดภัย พ่อบอกว่าพ่อไม่สนหรอก พ่อไม่กลัว อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด พ่อต้องกลับไปสู้ พ่อต้องกลับไปพิสูจน์… เอมรู้สึกว่าพ่อดื้อมาก เอมไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ได้แต่บอกว่าถ้าพ่อรักลูก รักแม่ พ่อต้องอยู่ที่นี่ก่อน”

ในยามที่ “กำลังใจ” คือเครื่องต่อลมหายใจของ “ผู้นำครอบครัว”

“เอม” เผยเบื้องหลังความสำเร็จในการยึดตรึงพ.ต.ท. ทักษิณไว้ที่เมืองผู้ดีว่า เป็นเพราะได้เทคนิคการเจรจา-บอกบท จากผู้เป็นมารดานั่นเอง!

“แม่ จะโทรมาหาเอมตลอด โดยบอกว่าไปหาพ่อนะ พยายามพูดให้พ่ออยู่เมืองนอกกับลูกก่อนนะ ลูกก็รู้ว่ายังกลับเมืองไทยไม่ได้ แม่จะคอยไกด์ตลอด แม่บอกว่าแม่พูดกับพ่อมากไม่ได้ เพราะพ่อรู้ว่าแม่แอนตี้การเมือง เขาจะไม่ค่อยฟัง ให้ลูกพูดแทน แล้วก็สอนว่าให้พูดยังไง” นางสาวพินทองทาบอก

อย่างไรก็ตามพ.ต.ท. ทักษิณผู้มีอารมณ์แปรปรวนเป็นพิเศษ ได้คิดหวนคืนประเทศอีกหลายครั้ง

เขา เคยมีความคิดถึงขั้นว่าจะแอบนั่งเฮลิคอปเตอร์เข้ามาในภาคอีสาน แล้วกระโดดร่มลงมา จากนั้นจะไปหาชาวบ้านในภาคอีสาน และพากันเดินเท้าเข้ามาในกรุงเทพฯ เพื่อต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้น

“ถ้าไม่ชนะไปเลย ก็ตายไปเลย ก็ต้องสู้กับมัน อย่างดีก็แค่ตาย” อดีตนายกฯ ผู้สูญเสียอำนาจพูดอย่างไม่เกรงกลัวการสูญเสียชีวิต

เมื่อ “พ.ต.ท. ทักษิณ” ยอมเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ทำให้ “คุณหญิงพจมาน” ต้องวาง “ชีวิตสมรส” เป็นเดิมพันด้วย

“คุณ หญิงพจมาน” ยื่นคำขาดว่า “หากกลับเมืองไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากฉัน เราขาดกัน เราเป็นหุ้นส่วนชีวิตกัน ถ้าเธอไม่ฟังแล้วกลับเมืองไทย ทุกอย่างตรงนั้นมันจบ”

วาทะ “หลังบ้านผู้ทรงพลัง” ครั้งนี้ ถูกถ่ายทอดโดยเสียงของบุตรสาวคนกลาง ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลบิดาที่อยู่ ณ แดนไกล

“ที่แม่พูดอย่างนี้เพราะแม่ห่วงพ่อมาก กลัวจะหนีกลับเมืองไทย” เอมกล่าวเสริม

หล่อนพรรณนาถึงห้วงเวลาวิกฤตของครอบครัว “ชินวัตร” ว่า “ไม่เคยมีปัญหาอะไรเลยที่พ่อกับแม่แก้ไม่ได้ ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไร เดินไปหาแม่ แม่ก็จะหาทางออกให้ ทำอย่างนี้ๆ นะ พ่อก็จะบอกอย่างนี้ๆ แต่วันนี้กลับมีปัญหาที่พ่อกับแม่ยังแก้ไม่ได้เลย”

เวลาผ่านไป 1 สัปดาห์… “โอ๊ค” ได้ตามมาสมทบที่ลอนดอน

เขาจึงเป็น “ชินวัตรคนที่ 2″ ที่มีโอกาสพบหน้าผู้นำครอบครัว

“ไม่เป็นไรนะพ่อ” คือคำพูดแรกที่ “โอ๊ค” กล่าวกับพ่อ ก่อนที่ทั้งคู่จะเข้าสวมกอดกัน

ในหัวของบุตรชาย “จำเลยหมายเลข 1″ เชื่อว่าเหตุผลที่ทำให้รัฐบาล “ทักษิณ” โดนปฏิวัติมีเพียงข้อเดียว

นั่นคือ “คนมันอิจฉา”

นายพานทองแท้ “คิด” และ “เห็น” แต่ความชั่วร้ายของเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549


“ครอบครัวชินวัตรที่เคยอบอุ่น เหมือนถูกคนอื่นบังคับให้เลิกกัน ต้องอยู่คนละที่” เขากล่าวถึงวัน “มหาวิปโยค” อย่างชิงชัง

โดยไม่รู้ว่าฝันร้าย จะกลายเป็นจริง ในอีก 2 ปีต่อมา

หลังจากถูกยึดอำนาจ-ถูกฉีกรัฐธรรมนูญ “พ.ต.ท.ทักษิณ” ยังถูกฉีก “ทะเบียนสมรส” อีกด้วย

เมื่อ “คุณหญิงพจมาน” ตัดสินใจหย่าขาดกับ “พ.ต.ท. ทักษิณ” ออกจากตระกูล “ชินวัตร” กลับเข้าสู่อ้อมกอดแห่งกำเนิดตระกูล “ดามาพงษ์”

เหตุแห่ง 19 กันยา 49 เปลี่ยนแปลงชีวิต-แยกครอบครัว “ชินวัตร” เป็น 2 ฝ่าย หลังใช้ชีวิตสมรสที่รื่นรมย์ร่วมกันมาถึง 32 ปี!!!



“พิณทองทา” ลูกสาวคนกลางกลายเป็น “เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ” ชีวิตเดียวที่มี อยู่เคียงข้าง พ.ต.ท.ทักษิณ ในยามตกทุกข์ ระหกระเหิน ในต่างแดน

นัก ศึกษาสาวปริญญาโท สาขาการบริหารจัดการการเงิน ต้องแวะมาหาพ่อที่ “เครียด” จนแทบ “คลั่ง” ทุกวัน ที่อพาร์ตเมนต์ใกล้ๆ กับห้างสรรพสินค้าแฮร์รอดส์ ซึ่งถูกใช้เป็น “บ้านพักคนตกงาน” ชั่วคราว

“ตอนอยู่อังกฤษ คุณพ่อดื้อจะกลับเมืองไทยให้ได้ บอกจะขอเกิดและตายที่เมืองไทยเท่านั้น และจะพูดแต่ว่าพ่ออยากกลับไปสู้ พ่ออยากกลับไปพิสูจน์ พ่อพูดแต่คำแบบนี้” เอมเล่า

ครั้งหนึ่งพ.ต.ท. ทักษิณออกอาการดื้อดึงถึงขีดสุด ยืนกรานจะกลับบ้านเกิดท่าเดียว ทำเอา “เอม” อ่อนใจทรุดตัวไปนั่งกองกับพื้นอพาร์ตเมนต์ เธอกอดขาพ่อ พร้อมส่งเสียงวิงวอน…

“อย่ากลับเมืองไทยตอนนี้ได้ไหม พ่อก็รู้ว่ามันไม่ปลอดภัย พ่อบอกว่าพ่อไม่สนหรอก พ่อไม่กลัว อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด พ่อต้องกลับไปสู้ พ่อต้องกลับไปพิสูจน์… เอมรู้สึกว่าพ่อดื้อมาก เอมไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ได้แต่บอกว่าถ้าพ่อรักลูก รักแม่ พ่อต้องอยู่ที่นี่ก่อน”

ในยามที่ “กำลังใจ” คือเครื่องต่อลมหายใจของ “ผู้นำครอบครัว”

“เอม” เผยเบื้องหลังความสำเร็จในการยึดตรึงพ.ต.ท. ทักษิณไว้ที่เมืองผู้ดีว่า เป็นเพราะได้เทคนิคการเจรจา-บอกบท จากผู้เป็นมารดานั่นเอง!

“แม่ จะโทรมาหาเอมตลอด โดยบอกว่าไปหาพ่อนะ พยายามพูดให้พ่ออยู่เมืองนอกกับลูกก่อนนะ ลูกก็รู้ว่ายังกลับเมืองไทยไม่ได้ แม่จะคอยไกด์ตลอด แม่บอกว่าแม่พูดกับพ่อมากไม่ได้ เพราะพ่อรู้ว่าแม่แอนตี้การเมือง เขาจะไม่ค่อยฟัง ให้ลูกพูดแทน แล้วก็สอนว่าให้พูดยังไง” นางสาวพินทองทาบอก

อย่างไรก็ตามพ.ต.ท. ทักษิณผู้มีอารมณ์แปรปรวนเป็นพิเศษ ได้คิดหวนคืนประเทศอีกหลายครั้ง

เขา เคยมีความคิดถึงขั้นว่าจะแอบนั่งเฮลิคอปเตอร์เข้ามาในภาคอีสาน แล้วกระโดดร่มลงมา จากนั้นจะไปหาชาวบ้านในภาคอีสาน และพากันเดินเท้าเข้ามาในกรุงเทพฯ เพื่อต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้น

“ถ้าไม่ชนะไปเลย ก็ตายไปเลย ก็ต้องสู้กับมัน อย่างดีก็แค่ตาย” อดีตนายกฯ ผู้สูญเสียอำนาจพูดอย่างไม่เกรงกลัวการสูญเสียชีวิต

เมื่อ “พ.ต.ท. ทักษิณ” ยอมเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ทำให้ “คุณหญิงพจมาน” ต้องวาง “ชีวิตสมรส” เป็นเดิมพันด้วย

“คุณ หญิงพจมาน” ยื่นคำขาดว่า “หากกลับเมืองไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากฉัน เราขาดกัน เราเป็นหุ้นส่วนชีวิตกัน ถ้าเธอไม่ฟังแล้วกลับเมืองไทย ทุกอย่างตรงนั้นมันจบ”

วาทะ “หลังบ้านผู้ทรงพลัง” ครั้งนี้ ถูกถ่ายทอดโดยเสียงของบุตรสาวคนกลาง ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลบิดาที่อยู่ ณ แดนไกล

“ที่แม่พูดอย่างนี้เพราะแม่ห่วงพ่อมาก กลัวจะหนีกลับเมืองไทย” เอมกล่าวเสริม

หล่อนพรรณนาถึงห้วงเวลาวิกฤตของครอบครัว “ชินวัตร” ว่า “ไม่เคยมีปัญหาอะไรเลยที่พ่อกับแม่แก้ไม่ได้ ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไร เดินไปหาแม่ แม่ก็จะหาทางออกให้ ทำอย่างนี้ๆ นะ พ่อก็จะบอกอย่างนี้ๆ แต่วันนี้กลับมีปัญหาที่พ่อกับแม่ยังแก้ไม่ได้เลย”

เวลาผ่านไป 1 สัปดาห์… “โอ๊ค” ได้ตามมาสมทบที่ลอนดอน

เขาจึงเป็น “ชินวัตรคนที่ 2″ ที่มีโอกาสพบหน้าผู้นำครอบครัว

“ไม่เป็นไรนะพ่อ” คือคำพูดแรกที่ “โอ๊ค” กล่าวกับพ่อ ก่อนที่ทั้งคู่จะเข้าสวมกอดกัน

ในหัวของบุตรชาย “จำเลยหมายเลข 1″ เชื่อว่าเหตุผลที่ทำให้รัฐบาล “ทักษิณ” โดนปฏิวัติมีเพียงข้อเดียว

นั่นคือ “คนมันอิจฉา”

นายพานทองแท้ “คิด” และ “เห็น” แต่ความชั่วร้ายของเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549



“ครอบครัวชินวัตรที่เคยอบอุ่น เหมือนถูกคนอื่นบังคับให้เลิกกัน ต้องอยู่คนละที่” เขากล่าวถึงวัน “มหาวิปโยค” อย่างชิงชัง

โดยไม่รู้ว่าฝันร้าย จะกลายเป็นจริง ในอีก 2 ปีต่อมา

หลังจากถูกยึดอำนาจ-ถูกฉีกรัฐธรรมนูญ “พ.ต.ท.ทักษิณ” ยังถูกฉีก “ทะเบียนสมรส” อีกด้วย

เมื่อ “คุณหญิงพจมาน” ตัดสินใจหย่าขาดกับ “พ.ต.ท. ทักษิณ” ออกจากตระกูล “ชินวัตร” กลับเข้าสู่อ้อมกอดแห่งกำเนิดตระกูล “ดามาพงษ์”

เหตุแห่ง 19 กันยา 49 เปลี่ยนแปลงชีวิต-แยกครอบครัว “ชินวัตร” เป็น 2 ฝ่าย หลังใช้ชีวิตสมรสที่รื่นรมย์ร่วมกันมาถึง 32 ปี!!!



ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก

โฉมหน้านักเขียนการ์ตูนดังของญี่ปุ่น

โฉมหน้านักเขียนการ์ตูนดังของญี่ปุ่น





โฉมหน้านักเขียนการ์ตูนดังของญี่ปุ่น

@^@..พบ.. FUO...ที่ประเทศจีน..


@^@..พบ.. FUO...ที่ประเทศจีน..

ข่าว: จีน อ้างถ่ายคลิป UFO ได้ ช่วงเกิดสุริยคราส



คลิป UFO จีน - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่

คลิป UFO จีน

ฮือฮา นักวิทย์จีนบันทึกภาพยูเอฟโอลอยเหนือฟ้าช่วงเกิดสุริยคราส เผยกลุ่มนักเรียนยังเห็นด้วย บอกวัตถุประหลาดยังเปลี่ยนสีและขนาดเป็นสีฟ้าเรืองแสง ก่อนกลายเป็นสีดำ

“เดลี่ เมล์”ของอังกฤษ รายงานเมื่อวันที่ 8 ก.ย.ว่า คณะนักวิทยาศาสตร์ที่หอดูดาวเพอร์เพิลเมาท์เท่น ในเมืองนานจิง ของจีน เชื่อว่า มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่ภาพที่ปรากฎในคลิปความยาว 40 นาที จะเป็นภาพของวัตถุบินลึกลับ หรือ UFO ที่พวกเขารอคอยที่จะได้เห็นมานานแล้ว

นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ ต่างยืนยันว่า ภาพเคลื่อนไหวความยาว 40 นาที ที่จับภาพของวัตถุลึกลับได้ถูกถ่ายในระหว่างการเกิดสุริยุปราคา เมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา และได้เริ่มทำการวิจัยเพื่อการสืบค้นที่ต้องใช้เวลานานนับปีว่า วัตถุที่ปรากฎนั้นคืออะไร

ซึ่งเมื่อวานนี้ เว็บไซท์ข่าว ซิน่า ดอท คอมได้รายงานตามข้ออ้างของหอดูดาว เพอร์เพิล เมาท์เท่น ของสถาบันวิทยาศาสตร์จีนว่า เจ้าหน้าที่ของหอดูดาว ได้พบวัตถุบินลึกลับดังกล่าวอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ ซึ่งยังต้องศึกษาค้นคว้ากันต่อไป และได้มีการระดมบุคคลากรเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลและการเปิดเผยผลทางวิทยาศาสตร์ ที่จำเป็นต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี

ขณะเดียวกัน รายงานระบุด้วยว่า นอกเหนือจากกลุ่มวิทยาศาสตร์จีนแล้ว กลุ่มนักเรียนหลายสิบคน ที่เมืองเดจิง ในมณฑลกวางตุ้ง ยังอ้างว่าได้เห็นวัตถุลึกลับนี้ ในช่วงเกิดสุริยคราส เมื่อวันที่ 22 ก.ค.และมีนักเรียนจำนวน 9 ราย ได้บันทึกภาพวัตถุประหลาดดังกล่าว พร้อมทั้งเปิดเผยว่า วัตถุลึกลับยังได้เปลี่ยนสีและขนาด โดยตอนแรกเป็นสีฟ้าเรืองแสง ก่อนจะกลายเป็นสีดำ

จี้ ไห่-เช็ง จากหอดูดาว เพอเพิล เมาท์เท่น ของสถาบันวิทยาศาสตร์จีน กล่าวว่า ยังเป็นไม่ได้ที่จะระบุได้อย่างชัดเจนว่า วัตถุที่เห็นคือสิ่งใด ขณะที่วงการ UFO ต่างแทบจะกลั้นหายใจเพื่อรอผลการพิสูจน์ครั้งนี้



ขอบคุณเนื้อหาข่าวจากมติชนออนไลน์

อ่านเรื่องย่อละครเรื่องละคร Top Caster เหยี่ยวข่าวสาวแกร่ง

ช่อง ThaiPBS



Channel ThaiPBS :
ละคร Top Caster เหยี่ยวข่าวสาวแกร่ง

กำกับการแสดงโดย Hirano Shin, Hayama Hiroki
ออกอากาศทุกวัน พุธ - พฤหัสบดี เวลา 20:20 ทาง ThaiPBS

เรื่องย่อ








เรื่องของสองสาวนักข่าวแห่งสถานีโทรทัศน์ CNB Television อาซุกะ โนโซมิเป็นนักข่าวพยากรอากาศ ที่อยู่ๆ ซึบากิ ฮารุกะ นักข่าวสาวเหล็กจากนิวยอร์กก็ตรงดิ่งมาญี่ปุ่นเพื่อพัฒนารายการข่าวโดยจับคู่กับโนโซมิ ไม่แค่นั่นซึบากิยังย้ายมาอยู่กับโนโซมิ สองสาวที่มีแต่เรื่องปวดหัวกับทีมงาน CNB ที่มีแต่ความครึกครื้น พบกับข่าวในหลายๆแง่มุมเพื่อการไปสู่ Top Caster ผู้ประกาศข่าวมือฉมัง

ฮารุกะ สึบากิ ผู้ประกาศข่าวหญิง หรือที่เรียกกันว่า NEWS Caster ที่เป็นตำนานจากความกล้าในการติดตามทำข่าวอย่างบ้าบิ่น และไม่กลัวที่จะเปิดเผยเรื่องราวต่างๆ ให้แก่ผู้ชมได้รับทราบ ถูกเรียกตัวกลับมาจากอเมริกา เพื่อมาทำรายการข่าวช่วงใหม่ที่ชื่อว่า The NEWS ให้กับสถานีโทรทัศน์ CNB ทีมงานที่รู้จักวีรกรรมของเธอดี ต่างก็ไม่มั่นใจว่ารายการนี้จะดำเนินต่อไปอย่างไร

ในวันแรกที่มาถึง สึบากิตัดสินใจเลือกโนโซะมิซึ่งเป็นผู้ประกาศข่าวพยากรณ์อากาศหน้าใหม่ให้มา เป็นผู้ช่วยของเธอ โดยมีเงื่อนไขในการทำงานว่าโนโซะมิจะต้องมาอาศัยอยู่ที่บ้านของเธอ เพื่อดูแลเธอตลอดเวลา โนโซะมิไม่ต้องการทำตามที่สึบากิบอก แต่ก็ขัดไม่ได้ จึงยอมรับสภาพ ทำงานเป็นผู้ช่วยของสึบากิไปด้วย พร้อมทั้งดูแลเรื่องงานบ้านและอาหารการกินให้เมื่ออยู่ที่บ้าน

การจะประสบความสำเร็จเป็นรายการข่าวอันดับ 1 ได้นั้น ไม่ได้มีเพียงแค่ความตั้งใจจริง และฝีมือเท่านั้น ยังมีประเด็นที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ การดำเนินการ และการแก้ไขปัญหาต่างๆ รอพวกเขาอยู่อีกมากมาย ช่วงเวลา 3 เดือนของการออกอากาศของ The NEWS ทั้งสึบากิ, โนโซะมิ และทีมงานคนอื่นๆ ต่างก็ได้เรียนรู้ความหมายของคำว่าการทำงานร่วมกันเป็นทีม และความสำคัญของคำว่าจิตวิญญาณของการเป็นนักข่าวร่วมกัน


รายชื่อนักแสดง
Amami Yuki - Tsubaki Haruka
Yada Akiko - Asuka Nozomi
Tamaki Hiroshi - Kanihara Kensuke
Tanihara Shosuke - Yuuki Masato
Matsushita Nao - Nohara Mei
Matsuda Shota - Iga Shunpei
Tamaru Maki - Kanihara Tamako
Sudo Risa - Konno Reiko
Yajima Kenichi - Kakutaka Takao

อ่านเรื่องย่อละคร ทีวี เรื่อง วงเวียนหัวใจ

ละคร ทีวี เรื่อง วงเวียนหัวใจ
อ่านเรื่องย่อละคร ทีวี เรื่อง วงเวียนหัวใจ


บทประพันธ์ รจเรข
บทโทรทัศน์ ธนินทร อุชุภาพ, กฤติญา สัมฤทธิ์ประสงค์
กำกับการแสดง ธีระศักดิ์ พรหมเงิน
ผู้ผลิต กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
ละครหลังข่าว พุธ - พฤหัสบดี 20.25 น.

หัวใจของเธอ…เหมือนวงเวียนที่ไร้จุดศูนย์กลางหมุนกระท่อนกระแท่น…วาดวงกลมไม่เต็มวงความรักของเขา…ทำให้วงเวียนหัวใจของเธอมีจุดศูนย์กลางมั่นคงวงกลมที่วาดขึ้นจากใจสองใจจึงเป็นวงกลมเต็มวงเป็นรักแท้…ที่เติมเต็มหัวใจทั้งสองใจ….




ทันทีที่บุปผชาติ (สาวิกา ไชยเดช) สาวสวยนักเรียนนอก เดินทางเหยียบแผ่นดินไทย เธอก็ได้รับข่าวร้ายว่า วราพงษ์ (พูลภัทธ อัตถปัญญาพล) แฟนหนุ่มที่รักกันมายาวนาน ตัดสินใจแต่งงานกับวิธนี (กัญญา รัตนเพชร) น้องสาวของทศ (ศุกลวัฒน์ คณารศ) มหาเศรษฐีเจ้าของไร่องุ่นไปเสียแล้ว บุปผชาติพกพาหัวใจที่บอบช้ำไปนั่งปล่อยอารมณ์คนเดียวในผับแห่งหนึ่ง และถูกมิจฉาชีพในคราบหนุ่มนักธุรกิจแอบใส่ยาในเครื่องดื่ม เพื่อล่อลวงเธอไปถ่ายคลิปเพื่อแบคเมล์ระหว่างที่บุปผชาติครองสติไม่อยู่ เจียนถูกพาออกไปจากผับ ทศ พี่ชายของวิธนี เข้าไปช่วยเหลือได้ทันเวลา แต่บุปผชาติเมายาจนพูดจาไม่รู้เรื่อง ทำให้ทศต้องเปิดห้องพักในโรงแรมให้หญิงสาวนอนพักชั่วคราว ฤทธิ์ยาทำให้บุปผชาติ ร้องห่มร้องไห้คร่ำครวญถึงคนรักที่ทอดทิ้งไป แถมยังอาละวาดใส่ทศสารพัด จนชายหนุ่มปั่นป่วนต้องคอยจัดการให้หญิงสาวหมดฤทธิ์นอนหลับไปได้ในที่สุด ท่ามกลางค่ำคืนอันแสนสั้น ความรักถูกจุดขึ้นในหัวใจของทศอย่างรวดเร็ว เขารู้ตัวว่าได้ตกหลุมรักผู้หญิงแปลกหน้าคนนี้เสียแล้ว





บุปผชาติ รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ เสื้อเชิ้ตของทศที่สวมอยู่บนเรือนร่างของเธอ ทำให้บุปผชาติหลงเข้าใจผิดว่าได้เสียตัวให้กับทศเสียแล้ว ยังไม่ทันที่ทศจะได้อธิบายอะไรบุปผชาติก็รีบวิ่งหนีออกจากโรงแรมด้วยความอับอาย ไม่กล้าแม้แต่จะเล่าเรื่องนี้ให้กับบุศยาภรณ์ พี่สาวที่เธอไว้วางใจหญิงสาวได้แต่เก็บความระทมทุกข์นี้ไว้เพียงผู้เดียว และอยากให้ผู้ชายคนนี้ตายไปจากโลกวราพงษ์ เป็นผู้ชายอ่อนแอ และโลเลไม่แน่นอน เมื่อรู้ข่าวว่าบุปผชาติกลับมาเมืองไทย จึงพยายามนัดเจอ ทันทีที่ได้พบกันบุปผชาติขอเลิกกับวราพงษ์ แต่ความรักที่ยาวนานทำให้เธอหวั่นไหวไปกับคำแก้ตัวของคนรัก เขายืนยันว่ายังรักเธอไม่เสื่อมคลาย แต่เพราะ บุปผชาติไปเรียนต่อต่างประเทศความห่างไกลทำให้เขาเผลอไผลมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับวิธนี จนตั้งครรภ์ เขาจำเป็นต้องแต่งงานกับวิธนีเพื่อแสดงความรับผิดชอบ และวิงวอนอย่างน่าสงสารให้บุปผชาติรอเขาในวินาทีที่บุปผชาติแข็งใจจะบอกเลิกให้เด็ดขาด วิธนีสะกดรอยตามมาเจอและด่าทอ ตบหน้าบุปผชาติ พูดจาเสียดแทงใจว่าบุปผชาติเป็นได้แค่เมียน้อย แย่งสามีชาวบ้านอย่างไม่มียางอาย อารมณ์โกรธทำให้บุปผชาติอยากเอาชนะ จึงสวนกลับว่าวิธนีต่างหากคือเมียน้อยตัวจริง เพราะมายื้อแย่งวราพงษ์ไป วิธนีโรคหัวใจกำเริบจนวราพงษ์ และบุปผชาติต้องรีบพาส่งโรงพยาบาล





ทศ รีบตามมาดูน้องสาว และได้เห็นภาพวราพงษ์น้องเขย จับมือบุปผชาติอย่างสนิทสนม ความผิดหวังแล่นจู่โจมหัวใจของทศ ผู้หญิงคนแรกในชีวิตที่เขาเฝ้าคิดถึง คือ บุปผชาติ ผู้หญิงที่กำลังจะเข้ามาทำลายครอบครัวของน้องสาวคนเดียวที่เขารักมากที่สุดในชีวิต คำบอกเล่าของวิธนีหลังออกจากโรงพยาบาล ยิ่งยืนยันแน่ชัดว่า บุปผชาติคิดจะแย่งวราพงษ์คืนไป วิธนีโทรศัพท์มาหาบุปผชาติ แต่คุณหญิงบุษบา (ดวงดาว จารุจินดา) มารดาของบุปผชาติ เป็นคนรับสาย วิธนีด่าคุณหญิงให้อบรมสั่งสอนลูกอย่าให้มาแย่งสามีชาวบ้าน จนคุณหญิงตกใจเป็นลม นายพลเริงศักดิ์ (ฐาปกรณ์ ดิษยนันทน์) บิดาของบุปผชาติโกรธมาก คิดว่าลูกสาวจะไปแย่งสามีคนอื่นจริง จึงต่อว่าบุปผชาติด้วยถ้อยคำรุนแรง บุปผชาติน้อยใจพ่อ ความเป็นคนนิสัยดื้อรั้นเอาแต่ใจจึงประชดประชันว่าตนเองรักวราพงษ์ และจะไม่เลิกกับเขาเด็ดขาด (พูดด้วยอารมณ์แต่ไม่ได้ทำจริง) ความอดทนของนายพลขาดผึงจึงหลุดปากตัดขาดกับบุปผชาติ หญิงสาวหอบเสื้อผ้าออกจากบ้าน โดยไม่ฟังคำทัดทานเตือนสติของบุศยาภรณ์ผู้เป็นพี่สาวที่ไม่อยากให้น้องสาวทำผิดศีลธรรม ทำลายครอบครัวคนอื่นคอนโดหรูหราใจกลางเมือง กลายเป็นที่หลบซ่อนตัวของบุปผชาติ เธอตั้งใจจะหลบหน้าวราพงษ์แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้น วราพงษ์บุกไปหาบุปผชาติถึงห้องพัก ร้องไห้เสียใจที่ไม่สามารถพรากจากบุปผชาติไปได้ ความผูกพันที่เคยมีต่อกันทำให้หญิงสาวใจอ่อนตัดใจจากวราพงษ์ไม่ขาดทศสืบหาตัวบุปผชาติจนตามมาเจอที่คอนโดแห่งนี้ เขาเห็นเธอเดินลงมาส่งวราพงษ์ เข้าใจผิดว่าสองคนมาเช่าห้องอยู่ด้วยกันแล้ว






ทศคิดได้ว่าเขาควรทำอะไรสักอย่างเพื่อแยกบุปผชาติ และวราพงษ์ออกจากกันให้ได้ เพื่อช่วยน้องสาว และหลานที่กำลังจะเกิดขึ้นมาให้มีครอบครัวที่สมบูรณ์ และที่สำคัญที่สุดเขาไม่อาจปฏิเสธหัวใจตัวเองได้เลยว่า เขาหวงแหนบุปผชาติ และไม่อาจทนเห็นผู้หญิงคนนี้ตกเป็นเมียน้อยของน้องเขยตัวเองแต่บุปผชาติเป็นคนดื้อรั้น และเอาแต่ใจ เขาจะเปลี่ยนหัวใจเธอได้อย่างไร ??ชัย (วิชญ จารุจินดา) เพื่อนสนิทของทศ คุ้นเคยกับครอบครัวของบุปผชาติเป็นอย่างดีเป็นผู้ที่ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับครอบครัวของบุปผชาติแก่ทศ ทศจึงตัดสินใจบุกไปพบนายพลเริงศักดิ์บิดาของบุปผชาติในทันที พร้อมรับสารภาพอย่างลูกผู้ชายว่า ตนเองได้รู้จักกับบุปผชาติโดยบังเอิญ ความมึนเมาด้วยกันทั้งคู่ทำให้เกิดได้เสียกันในคืนนั้น เขาจึงมาเพื่อแสดงความรับผิดชอบด้วยการขอแต่งงานกับลูกสาวคนเล็กของนายพลฯ อย่างลูกผู้ชาย นายพลเริงศักดิ์ชกหน้าทศด้วยความแค้นเคือง และจะแจ้งความดำเนินคดีกับทศให้ถึงที่สุด แต่บุศยาภรณ์ลูกสาวคนโต รีบห้ามปรามไว้เพราะเกรงว่าน้องสาวจะเสียชื่อเสียง นายพลจึงตวาดไล่ทศออกจากบ้านไปทศไม่ลดละความพยายาม ไปขอร้องให้คุณเรือง (อนุสรณ์ เดชะปัญญา) พ่อของชัยซึ่งรู้จักกันดีกับนายพลฯ ไปทำหน้าที่สู่ขอบุปผชาติ






ท่านนายพล และคุณหญิงฯ กำลังร้อนใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบุปผชาติกับวราพงษ์ เพราะรู้จากลูกสาวคนโตว่า บุปผชาติไปเช่าคอนโดอยู่เพียงลำพัง นายพลฯ กลัวว่าลูกสาวจะแอบอยู่กินกับวราพงษ์ในฐานะภรรยาน้อย ขณะกำลังกังวล และหมดหนทางอยู่นั้น คุณเรืองก็มาสู่ขอบุปผชาติให้ทศและหว่านล้อมให้นายพลฯ คิดได้ว่า ไหนๆ ข้าวสารก็กลายเป็นข้าวสุกแล้ว การให้บุปผชาติแต่งงานกับทศ ย่อมดีกว่าปล่อยลูกสาวไปเป็นเมียน้อยชาวบ้าน ต้องระทมทุกข์ชั่วชีวิต (อีกทั้งนายพลรู้จากคุณเรืองว่า ทศเป็นลูกชายคนเดียวของเพื่อนเก่าแก่ที่เคยสนิทกันมากของนายพลฯคือ คุณสุทน และดาราศรี เจ้าของธุรกิจพันล้าน ทั้งเหมืองแร่ทางใต้ และไร่องุ่นใหญ่โต แต่พ่อแม่ของทศเสียตั้งแต่ทศยังเด็ก ในด้านฐานะของทศก็เพียบพร้อม ที่สำคัญที่สุดคือยังไม่มีพันธะ ทศย่อมมีคุณสมบัติเหนือกว่านายวราพงษ์ ) แต่ปัญหาก็คือ บุปผชาติ ไม่ยอมรับว่าได้มีสัมพันธ์กับทศ และจะไม่ยอมแต่งงานกับทศเด็ดขาด !เพราะความรักที่มีต่อลูก นายพลจึงตัดสินใจเลือกทางที่จะให้บุปผชาติไปอยู่กับทศที่ไร่องุ่น ส่วนคุณหญิงต้องทำใจแข็งเพื่ออนาคตของลูกบุศยาภรณ์ทำตามแผนของบิดา ด้วยการชวนบุปผชาติไปดูที่ดินในต่างจังหวัด โดยอ้างว่ามารดาอยากซื้อที่ตรงนี้ไว้เพราะเป็นแปลงที่สวยมาก บุปผชาติยินยอมไปเป็นเพื่อน แต่เมื่อเดินทางไปถึงกลับกลายเป็นไร่องุ่นของทศ บุศยาภรณ์ตัดใจทิ้งน้องไว้ที่นี่ ก่อนหนีกลับกรุงเทพฯ ด้วยน้ำตาบุปผชาติโกรธมาก และเสียใจเมื่อรู้ว่าพ่อแม่ และพี่สาวรู้เห็นกับทศ จึงแผลงฤทธิ์ด้วยการอาละวาดขว้างปาข้าวของในกระเป๋าเสื้อผ้าของเธอ จนเกลื่อนไปทั่วห้อง แต่ทศไม่ว่าอะไร กลับช่วยจัดเสื้อผ้าใส่ตู้ให้อย่างดีจนบุปผชาติแปลกใจ แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ทศง่ายๆระหว่างอยู่ที่ไร่องุ่น ทศต้องอดทนกับความเอาแต่ใจ และหยิ่งผยองของบุปผชาติ ที่คอยแกล้งให้เขาหัวปั่นอยู่ตลอดเวลา แถมยังต้องคอยระวังไม่ให้เธอหลบหนีออกจากไร่ไปได้ และยื่นคำขู่ว่าถ้าเธอคิดหลบหนี หรือพูดเรื่องเขาฉุดเธอกับคนอื่นๆ เขาจะนำเรื่องที่เธอเมามายจนเสียตัวให้เขา ประจานไปให้ทั่ว





แม้บุปผชาติจะแสดงท่าทีเกลียดชังเขาหนักข้อขึ้นทุกที แต่ชายหนุ่มกลับยิ่งรักเธอมากขึ้น และคอยหึงหวงเมื่อคิดว่าบุบผชาติแอบคิดถึงวราพงษ์คนรักเก่าระหว่างนี้ นายพลเริงศักดิ์ ได้รู้ความจริงว่า ภรรยาของวราพงษ์ก็คือน้องสาวของทศ นายพลโกรธจัดที่โดนทศปกปิดความจริง จึงเรียกตัวทศมาพบถึงกรุงเทพฯ ทศยอมรับผิดโดยให้เหตุผลว่าถ้าทุกคนรู้ว่าวิธนีคือน้องสาวเขา นายพลคงไม่ยอมยกบุปผชาติให้อย่างแน่นอน แต่เขายืนยันหนักแน่นว่ารักบุปผชาติจริง นายพลจึงยกโทษให้เพราะเชื่อสายตาตัวเองว่าทศคือลูกผู้ชายตัวจริงคนหนึ่งการปรากฏตัวของใบตอง (คีตภัทร อันติมานนท์) ลูกสาวของประสิทธิ์ (ตฤณ เศรษฐโชติ) นักธุรกิจค้าไวน์ในท้องถิ่น ทำให้บุปผชาติเกิดความคิดที่จะเป็นแม่สื่อแม่ชักให้ใบตองกับทศ เพราะเธอสังเกตเห็นว่าใบตองชื่นชอบทศ และแวะมาเยี่ยมเยือนทศอยู่เสมอ ใบตองแอบเกลียดชังบุปผชาติเมื่อรู้จากปากทศว่า บุปผชาติเป็นคนที่ทศจะแต่งงานในอีกไม่ช้า บุปผชาติเองก็หลงไว้ใจใบตอง จนบางครั้งเผลอระบายความในใจเรื่องคนรักเก่า และสารภาพว่าเธอไม่ได้รักทศเลยแม้แต่น้อย แต่ก็ไม่กล้าเล่าว่าโดนทศฉุดมาความเป็นหญิงที่สุภาพเรียบร้อย พูดน้อย และจิตใจดี ทำให้บุปผชาติ และทศดูไม่ออกเลยว่า ใบตองซุกซ่อนความร้ายกาจไว้ภายใน เธอวางแผนกลั่นแกล้งบุปผชาติหลายอย่างเพื่อให้ทศเข้าใจบุปผชาติผิด จนเกิดความระหองระแหง ปั้นปึ่งใส่กันหลายครั้ง แต่ด้วยความรักที่ทศมีต่อบุปผชาติ เขาก็ต้องเป็นฝ่ายงอนง้อเธอทุกคราวไป ความดีของทศทำให้บุปผชาติเริ่มหวั่นไหว และรู้สึกหัวใจแปลบๆ เวลาที่เห็นทศแสดงความสนิทสนมกับใบตองเพื่อประชดประชันที่เธอพยายามผลักไสเขาให้คนอื่น







ส่วนทศเอง ก็ไม่อาจเสแสร้งฝืนใจรักใบตองได้ จึงปฏิเสธใบตองอย่างละมุนละหม่อมว่าเขารักใบตองแบบน้องสาวคนหนึ่งเท่านั้น ใบตองเสียใจอย่างรุนแรง ด้วยความรักที่มีต่อทศ เธอจึงตัดสินใจจ้างไอ้เม่น (ธรรมลักษณ์ ตระกูลโชคดี) คนงานในไร่ ฉุดบุปผชาติไปข่มขืน แต่ทศตามมาช่วยได้ทันเวลา ส่วนไอ้เม่นหลบหนีไปได้ ทศเฝ้าดูแลบุปผชาติซึ่งล้มป่วยเพราะพิษไข้ ความห่วงใยของทศทลายกำแพงแห่งความเกลียดชังของหญิงสาวจนพังทลาย บุปผชาติเริ่มรู้ตัวว่า เธอลืมวราพงษ์จนสิ้นเมื่อได้อยู่ใกล้ชิดกับทศ บัดนี้....บุปผชาติมั่นใจแล้วว่า เธอรักผู้ชายคนนี้ในวันที่บุปผชาติ ตัดสินใจจะตอบตกลงแต่งงานกับทศ และเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกัน ใบตองสืบรู้ว่าคนรักเก่าของบุปผชาติก็คือ สามีของน้องสาวทศ จึงส่งข่าวให้น้องสาวทศรู้ ว่าทศพาผู้หญิงแปลกหน้ามาซุกซ่อนไว้ที่ไร่ ถึงขนาดจะแต่งงานด้วยกัน วิธนีซึ่งหวงแหนพี่ชายอยู่แล้ว รีบสั่งให้วราพงษ์พาเธอเดินทางมาที่ไร่ในทันที การปรากฏตัวของวิธนี และวราพงษ์ เหมือนสายฟ้าฟาดกลางใจบุปผชาติ เธอได้ยินการทะเลาะกันระหว่างวิธนีกับทศ วิธนีต่อว่าพี่ชายที่มาวุ่นวายกับคนที่เธอเกลียด แต่ทศกลัวน้องสาวโรคหัวใจกำเริบจึงพยายามอธิบายให้น้องสบายใจว่าที่ไปยุ่งเกี่ยวกับบุปผชาติ เพราะต้องการกีดกันผู้หญิงคนนี้ออกจากวราพงษ์ บุปผชาติเสียใจหนักวิ่งร้องไห้หนีออกจากไร่ วราพงษ์ตามไปทันรีบอาสาพาบุปผชาติกลับกรุงเทพฯ วิธนีแทบคลุ้มคลั่งที่รู้ว่าสามีไปกับบุปผชาติ





ความยุ่งยาก รอทศอยู่เบื้องหน้า ผู้หญิงใจแข็งอย่างบุปผชาติจะยอมให้อภัยเขาหรือไม่ที่กรุงเทพฯ บุปผชาติขอให้วราพงษ์เลิกยุ่งเกี่ยวกับเธอ และกลับไปหาครอบครัว โดยไม่กล้าบอกว่าเธอรักทศแต่วราพงษ์ก็ยังคงเห็นแก่ตัว ไม่ยอมเลิกกับบุปผชาติ ใช้ลูกตื้อว่าถึงไม่ได้อยู่ด้วยกัน ก็ขอได้พบได้คุยกันบ้าง บุปผชาติใจอ่อนสงสาร ยินดีจะคบกันแค่เพื่อนบุศยาภรณ์ รู้ข่าวว่าน้องสาวหนีกลับมากรุงเทพแล้ว รีบพาแม่ไปหา ความสงสารแม่ทำให้หญิงสาวโกรธแม่ไม่ลงเรื่องทศ แต่ก็ไม่อยากกลับบ้านเพราะไม่พอใจที่พ่อร่วมมือกับทศ และมองความรักความปรารถนาดีของพ่อเป็นเรื่องของการห่วงชื่อเสียงของตนเองนายพลรู้ข่าวว่าแผนล้มเหลว จึงยื่นคำขาดให้ทศต้องหาทางแต่งงานกับบุปผชาติให้เร็วที่สุด ทศ ตามงอนง้อบุปผชาติ แต่ไม่สำเร็จ ขณะเดียวกันวราพงษ์เกิดรู้ความจริงว่า วิธนีไม่ได้ตั้งท้องจริง ที่ผ่านมาเป็นแค่คำหลอกลวงเพื่อหาทางผูกมัดเขาเท่านั้น วราพงษ์โกรธมากประกาศขอเลิกกับวิธนีและคิดกลับไปขอคืนดีกับบุปผชาติ วิธนีหัวใจวายถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลวราพงษ์ รีบมาแจ้งข่าวดีกับบุปผชาติ ว่าเขาตัดสินใจจะหย่าขาดกับวิธนีแน่นอนแล้ว ขอคำมั่นจากบุปผชาติให้ตกลงแต่งงานกับเขา บุปผชาติเกิดความสับสนขอเวลาคิดดูก่อน เธอตัดสินใจแอบไปดูอาการป่วยของวิธนี แต่ความจริงแล้วอยากเห็นหน้าทศมากที่สุด วิธนีพอเห็นหน้าบุปผชาติ รีบร้องห่มร้องไห้น่าสงสาร อ้อนวอนขอวราพงษ์คืน ถึงกับจะคุกเข่าขอร้องบุปผชาติ จนต้องถูกส่งตัวเข้าห้องฉุกเฉินอีกครั้ง





ทศ คิดว่าบุปผชาติมาหาเรื่องวิธนี เขาด่าทอเธออย่างเจ็บแสบ และกล่าวหาว่าเธอเป็นคนทำให้ครอบครัวของน้องสาวเขาแตกแยกแต่แล้วคำตอบของบุปผชาติทำให้ทศถึงกับหัวใจหยุดเต้น !!บุปผชาติประกาศตกลงแต่งงานกับทศ เธอปรารถนาให้วราพงษ์ตัดใจจากเธอ และกลับไปทำหน้าที่ดูแลภรรยาที่กำลังเจ็บหนัก บุปผชาติรู้สึกสุขใจเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้รู้จักคำว่าเสียสละทำเพื่อคนอื่น เธอกลับบ้านไปกราบขอโทษพ่อ ความสงบสุขกลับคืนสู่ครอบครัวของบุปผชาติอีกครั้ง ส่วนวราพงษ์เสียใจอย่างหนักเมื่อรู้ว่าบุปผชาติจะแต่งงานกับทศ แต่ข่าวการป่วยหนักของภรรยาก็ทำให้เขาไม่อาจทอดทิ้งไปอย่างคนแล้งน้ำใจได้ หลังการแต่งงาน ทศ และบุปผชาติ พาวิธนีมาพักรักษาตัวฟื้นฟูสุขภาพที่ไร่องุ่น วราพงษ์ต้องรับผิดชอบดูแลงานของทศทางกรุงเทพฯ แต่ก็ยังหมั่นเดินทางไปคอยดูแลภรรยาบ่อยครั้ง ความโลเลของวราพงษ์ทำให้เขาอดใจไม่ไหวพยายามเข้าไปพัวพันกับบุปผชาติ จนทำให้ทศเกิดอาการหึงหวงบุปผชาติ เพราะบุปผชาติแม้จะยอมแต่งงานด้วย แต่ไม่ยอมนอนเตียงเดียวกับทศ เพราะยังคาใจคิดว่าทศแต่งงาน เพราะช่วยน้องสาว ส่วนทศก็น้อยใจที่บุปผชาติยืนยันตลอดเวลาว่าแต่งงานกับเขาเพราะไม่อยากถูกคนประณามว่าเป็นฆาตกรทำให้วิธนีหัวใจวายตาย ชีวิตคู่ของคนทั้งสองเกิดรอยร้าวมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อใบตองก้าวเข้ามาเป็นตัวยุแยง





บุปผชาติ พยายามเอาใจใส่วิธนีด้วยความห่วงใยเหมือนอยากจะชดเชยความผิดที่เคยทำร้ายหัวใจวิธนีโดยไม่ตั้งใจ แรกทีเดียววิธนีเริ่มใจอ่อนเพราะเริ่มสังเกตเห็นความรักที่พี่ชายมีต่อบุปผชาติ แต่เมื่อโดนใบตองยุแหย่ใส่ร้ายบุปผชาติว่าพยายามยั่วยวนวราพงษ์ วิธนีหลงเชื่อจึงแกล้งสำออยให้พี่ชายเห็นว่าพี่สะใภ้เกลียดชังตน และคอยกลั่นแกล้งตนตลอดเวลา อีกทั้งคอยเป่าหูทศว่าบุปผชาติยังรักวราพงษ์อยู่ อ้อนวอนให้พี่ชายหย่ากับบุปผชาติ เพราะเธออยากให้ใบตองมาเป็นพี่สะใภ้มากกว่าวราพงษ์เบื่อหน่ายวิธนีที่อารมณ์ฉุนเฉียว และหาเรื่องหึงหวงตลอดเวลา จึงระเบิดอารมณ์ทะเลาะกับวิธนีรุนแรง สุดท้ายวิธนีโกรธจัดจนเป็นลมต้องเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ทุกคนได้รับข่าวดีว่าวิธนีตั้งครรภ์ ทศจึงขอร้องให้วราพงษ์อดทนเพื่อลูกที่กำลังจะเกิดมา และที่สำคัญที่สุดบุปผชาติยอมเปิดใจ สารภาพกับวราพงษ์ว่าเธอมั่นใจแล้วว่ารักทศ และไม่คิดรักใครได้อีก ขอร้องให้วราพงษ์เริ่มต้นชีวิตใหม่สร้างครอบครัวที่มีความสุข เหมือนอย่างที่เธอตั้งใจเช่นกัน วิธนีแอบได้ยินโดยบังเอิญจึงเลิกคิดแค้นต่อบุปผชาติ และนำไปสู่การตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยว





ความรักที่มีต่อลูกเปลี่ยนหัวใจที่รุ่มร้อนของวิธนีให้เกิดสติ วิธนีขอหย่ากับวราพงษ์ด้วยเหตุผลว่าเธอไม่อยากให้ลูกเกิดมาเห็นพ่อแม่ไม่รักกัน วราพงษ์ไม่ได้รักเธอ อยู่ร่วมกันต่อไปจะส่งผลเสียต่อลูกในอนาคต ทศ และบุปผชาติพยายามทัดทานแต่ไม่เป็นผล ทศจึงขอให้แยกกันอยู่สักระยะ ถ้าวิธนีสามารถอยู่ได้ จึงค่อยหย่าขาดจากกัน แรกทีเดียววราพงษ์เต็มใจแยกทาง แต่หลังจากเขาไม่เจอหน้าวิธนี และเป็นห่วงลูก ทำให้รู้สึกขาดอะไรบางอย่างในชีวิตไป สุดท้ายวรพงษ์ก็ได้คำตอบให้ตัวเองว่า วิธนีคือความผูกพันที่เขาไม่อาจตัดขาดจากชีวิตได้ เขาจึงกลับไปงอนง้อวิธนี แต่คราวนี้วิธนีกลับใจแข็งไม่ยอมคืนดีง่ายๆ เพราะคิดว่าวราพงษ์คิดคืนดีเพราะลูกเท่านั้น ทำให้บุปผชาติต้องคอยเป็นกองกำลังสนับสนุนช่วยเหลือวราพงษ์หาทางให้วิธนีใจอ่อน มีการแอบปรึกษากัน ให้กำลังใจกัน ให้ทศแอบเห็นหลายครั้งจุดนี้เอง... ใบตองเอามายุแหย่ให้ทศเข้าใจผิดว่าบุปผชาติกับวราพงษ์จะหวนมาคบกันความพยายามของวราพงษ์เป็นผลสำเร็จ เขาสารภาพรักวิธนีในวันที่เธอคลอดลูก เธอจึงยอมให้อภัย ใบตองเห็นเหตุการณ์นี้ ยิ่งหวาดกลัวว่าตัวเองจะสูญเสียทศไปในไม่ช้า ใบตองจำเป็นต้องจัดการบุปผชาติขั้นเด็ดขาด!!ด้วยการฆ่าวิธนี ใบตอบเชื่อว่า...ถ้าไม่มีวิธนี วราพงษ์จะต้องกลับไปหาบุปผชาติอย่างแน่นอนแผนร้ายเกิดขึ้นในวันที่ทศกับวราพงษ์ต้องเข้าเมืองไปคุยธุรกิจไวน์กับพ่อของใบตอง ใบตองปรากฏตัวในห้องวิธนี แกล้งทำทีจะบีบคอเด็กให้ตาย วิธนีเข้าไปยื้อแย่งจนหัวใจวายเสียชีวิต แล้วใส่ร้ายป้ายสีว่าตนเองเข้ามาเห็นวิธนีกับบุปผชาติทะเลาะกันเรื่องวราพงษ์ จนเห็นวิธนีล้มฟุบลง



การตายของวิธนี สร้างความสะเทือนใจให้ทศอย่างรุนแรง เขาไม่เชื่อว่าผู้หญิงจิตใจดีงามอย่างใบตองที่รู้จักมายาวนานจะสร้างเรื่องโกหกดังที่บุปผชาติยืนยัน ความสับสนดังกล่าวทำให้ทศเก็บตัว และหมางเมินกับบุปผชาติ ความหยิ่งทะนงทำให้บุปผชาติขอหย่า แต่ทศไม่ยินยอม อ้างว่าจะไม่ยอมให้บุปผชาติสมหวังกับวราพงษ์ให้เป็นขี้ปากชาวบ้านเด็ดขาด หากแท้ที่จริงแล้ว...ทศไม่อาจทนสูญเสียบุปผชาติได้วราพงษ์ขออนุญาตทศพาลูกไปอยู่เมืองนอก แถมยังแอบได้ยินบุปผชาติปรับทุกข์กับพี่สาวที่แวะมาเยี่ยมเยือนว่าอยากไปเรียนต่อ ทำให้ทศคิดไปเองว่าวราพงษ์กับบุปผชาติจะไปอยู่ต่างประเทศด้วยกัน ทศพยายามตัดใจจากอดีตภรรยา ยอมตกลงหย่าให้บุปผชาติเพื่อให้คนรักได้สมหวัง แม้ตัวเองจะต้องเจ็บปวดมากเท่าใดก็ตาม เขาก็รู้ว่าการตายของน้องสาวคงไม่สามารถทำให้รอยร้าวในหัวใจของเขากลับมาเหมือนเดิมได้อีก ในวันที่บุปผชาติเดินทางออกจากไร่เพียงลำพัง ทศหมกตัวอยู่ในไร่ เขาเจอกับไอ้เม่นอดีตคนงานที่เคยฉุดบุปผชาติไปข่มขืน มันย้อนกลับมาตัดองุ่นในไร่ และถูกคนงานจับตัวได้ ทำให้ทศรู้ว่าตัวบงการที่จ้างคนงานมาทำร้ายบุปผชาติ และฆ่าน้องเขา ก็คือ ใบตองนั่นเอง



ทศ แจ้งความจับใบตอง แต่ใบตองไหวตัวทันหลบหนีไปเจอกับบุปผชาติในระหว่างเส้นทางเข้าเมือง ใบตองไม่มีอะไรจะสูญเสียอีกแล้วเธอชักปืนที่ขโมยมาจากบิดาจะยิงบุปผชาติ ทศ และศุภชัยพ่อของใบตองตามมาช่วยได้ทันเวลา ใบตองยอมมอบตัวกับตำรวจเพราะน้ำตาของพ่อที่อ้อนวอนลูกด้วยความรัก และโทษว่าเป็นความผิดของตัวเองคนเดียวที่คอยบังคับใบตองในทุกเรื่อง (ศุภชัยชอบดูถูกลูกตัวเองว่าโง่ และไม่เอาไหนโดยเฉพาะเรื่องทศ)หลังมรสุมร้ายผ่านไป ทศพาบุปผชาติมาอยู่ที่ไร่องุ่นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้บุปผชาติมั่นใจว่า...วงเวียนหัวใจที่แสนสับสนของเธอ จะมีเขาเป็นจุดศูนย์กลางที่ทำให้ชีวิตรักเปี่ยมด้วยความสุขที่แท้จริง

ออกอากาศ
ละครหลังข่าว พุธ - พฤหัสบดี 20.25 น. ช่อง 7 สีทีวีเพื่อคุณ
บทประพันธ์
รจเรข
บทโทรทัศน์
ธนินทร อุชุภาพ, กฤติญา สัมฤทธิ์ประสงค์
กำกับการแสดง
ธีระศักดิ์ พรหมเงิน
ผู้ผลิต
กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

เปิดให้ดูกันชัดๆฟิล์มX-Rayช้างน้ำจิ๋ว

เปิดให้ดูกันชัดๆฟิล์มX-Rayช้างน้ำจิ๋ว




พิษณุโลก - จริงหรือหลอก! ช้างน้ำจิ๋ว ชายแดนไทย-พม่า ล่าสุด ผู้บังคับหมวดฐานปฏิบัติการบ้านวาเล่ย์ นำภาพเอกซเรย์พิสูจน์เห็นโครงชัดเจน แต่แพทย์ไม่ลงความเห็นใดๆ

ร.ต.พงษ์ศักดิ์ เทพเทียน ผู้บังคับหมวดฐานปฏิบัติการบ้านวาเล่ย์ ต.วาเล่ย อ.พบพระ จ.ตากว่า งานที่ต้องปฏิบัติตามชายแดนไทย-พม่า ได้พบกับชาวบ้านตำบลวาเล่ย์ ชื่อ นายชูยศ ประสิทธิ์เมตต์ อดีตพ่อค้าไม้ที่เคยไปรับซื้อไม้ในฝั่งพม่า ปัจจุบันทำไร่ข้าวโพดในเขต 124 หมู่ 2 ต.วาเล่ย์ อ.พบพระ ซึ่งนายชูยศ ตนว่า มีช้างน้ำไว้ในครอบครอง 1 ตัว ลักษณะความยาวประมาณ 7 เซนติเมตร มีงา มีงวง มีหางยาว ได้มาจากชาวกะเหรี่ยงฝั่งพม่าปี 2542 ระบุว่า ได้มาจากการทอดแหในแม่น้ำกลางป่าลึก และนำช้างน้ำตัวมาให้ดู และตนขอซื้อมาในราคาหลักแสนบาท ไม่ใช่หลักหมื่น

โดย นายชูยศ ระบุว่า ต่อมากระทั่งปี 2544 ตนข้องใจ จึงเดินทางไปที่โรงพยาบบาลพะวอ และ รพ.จุฬา เพื่อนำช้างน้ำไปเอกซเรย์ว่า จริงหรือปลอมเพราะช่วงนั้นกระแสข่าวฮือฮา แต่แพทย์เอ็กซ์เรย์แล้ว กลับไม่ลงความเห็นใดๆ แจ้งเพียงว่า ไม่มีตัวอย่างเปรียบเทียบ ตนจึงนำช้างน้ำใส่กรอบกระจก ยืนยันว่า ของจริง มีคนมาขอซื้อเป็นล้านยังไม่ขาย ที่ผ่านมาได้แต่เก็บเอาไว้ ไม่ได้บอกใคร กระทั่งเข้าฝันว่า ถึงเวลาไปก็ไม่ต้องเก็บ แต่ขอให้มีคนชมเยอะๆ ตนเลยพูดกับคนรอบตัวไปเรื่อยๆ

“การบูชาช้างน้ำนั้นเป็นความเชื่อแต่ละคน ขึ้นอยู่กับศรัทธา แต่หลังจากได้มาครอบครองก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพียงแค่ฝันครั้งสุดท้ายที่บอกว่า อยากให้คนมาชมบารมีเยอะเท่านั้น” นายชูยศ ระบุ

ล่าสุด ร.ต.พงษ์ศักดิ์ ส่งภาพถ่ายช้างน้ำและภาพถ่ายฟิล์มเอ็กซเรย์ช้างน้ำมาให้ให้ผู้สื่อข่าวพิสูจน์ได้ร่วมพิจารณาว่า เป็นของจริงหรือปลอมกันแน่ เบื้องต้นพบเพียงมีองค์ประกอบ-โครงกระดูกชัดเจนเท่านั้น

รวมภาพโฆษณาโค้กรุ่นบุกเบิก.....ภาพโฆษณาโค้กเก่าๆ

รวมภาพโฆษณาโค้กรุ่นบุกเบิก.....ภาพโฆษณาโค้กเก่าๆ

รวมภาพโฆษณาโค้กรุ่นบุกเบิก.....ภาพโฆษณาโค้กเก่าๆ

รวมภาพโฆษณาโค้กรุ่นบุกเบิก.....ภาพโฆษณาโค้กเก่าๆ

รวมภาพโฆษณาโค้กรุ่นบุกเบิก.....ภาพโฆษณาโค้กเก่าๆ

รวมภาพโฆษณาโค้กรุ่นบุกเบิก.....ภาพโฆษณาโค้กเก่าๆ

รวมภาพโฆษณาโค้กรุ่นบุกเบิก.....ภาพโฆษณาโค้กเก่าๆ

รวมภาพโฆษณาโค้กรุ่นบุกเบิก.....ภาพโฆษณาโค้กเก่าๆ

รวมภาพโฆษณาโค้กรุ่นบุกเบิก.....ภาพโฆษณาโค้กเก่าๆ

รวมภาพโฆษณาโค้กรุ่นบุกเบิก.....ภาพโฆษณาโค้กเก่าๆ

"น้องเซน"ลูกสาวสุดหวง"แอ๊ด คาราบาว"

"น้องเซน"ลูกสาวสุดหวง"แอ๊ด คาราบาว"

ก่อนหน้าหลายคนอาจได้เห็นภาพครอบครัวน้าแอ๊ด คาราบาว จากฟอร์เวิร์ดเมลมาบ้าง ก็เป็นที่รู้กันว่าลูกน้าแอ๊ด แกจัดว่าพาไปวัดไปวาได้

วันนี้เจ๊เจ๋อเห็นข่าวจากสยามดาราว่า"น้องเซน"ลูกสาวสุดหวง"แอ๊ด คาราบาว" หนีพ่อมาสมัครมิสไทยแลนด์เวิลด์ เลยมาอัพเดทภาพให้ดูกัน......


''น้องเซน'' ณิชา โอภากุล อายุ 23 ปี นักศึกษาปี 3 จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ภาคอินเตอร์) ลูกสาวสุดรักสุดหวง นายยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว ขุนพลเพลงเพื่อชีวิตอันดับหนึ่งของเมืองไทย ซึ่งเธอบอกว่าหนีพ่อมาสมัคร

''น้องเซน-ณิชา'' เผยว่า มาสมัครคุณพ่อไม่ทราบ แอบมา กลัวว่าบอกแล้ว จะไม่ได้มา คุณพ่อไม่โกรธหรอก ท่านใจดี ส่วนคุณแม่ก็ให้การสนับสนุน ก็ไม่หวังอะไร ขอแค่มีเพื่อน และสะสมประสบการณ์ ก็พอแล้ว

''เป็นลูกสาวคนโตของพ่อแอ๊ดค่ะ มาก็ไม่ได้บอกท่าน เชื่อว่าท่านไม่โกรธ เพราะใจดี และมีเหตุผล ทราบเพียงคุณแม่ หลายคนอาจมองว่า พ่อไม่ชอบการประกวดเหรอ จึงต้องหนีมา น้องเซนขอยืนยันค่ะ ว่าท่านไม่ได้แอนตี้ แต่แอบเชียร์อยู่ห่างๆ มากกว่า ตอนแรกก็กะว่า จะให้น้องสาวมาประกวดด้วย แต่น้องเขาไม่ค่อยสน เลยต้องสานต่อ และคิดว่าทำเพื่อแม่ ส่วนจะเข้ารอบหรือไม่ ก็แล้วแต่ความสามารถ และไม่คิดจะใช้เส้นค่ะ'



"น้องเซน"ลูกสาวสุดหวง"แอ๊ด คาราบาว"

เข้มพิธีฝังศพ แจ็คสัน ห้ามสื่อบันทึกภาพ

เข้มพิธีฝังศพ แจ็คสัน ห้ามสื่อบันทึกภาพ




ตำรวจสหรัฐฯ คุมเข้มพิธีฝังศพ ไมเคิล แจ็คสัน ส่งฮ.บินตรวจรอบสุสาน สกัดสื่อแอบลอบบันทึกภาพ โดยงานนี้อนุญาตเฉพาะครอบครัว และเพื่อนสนิทแจ็คสันเท่านั้น

(4ก.ย.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พิธีฝังศพไมเคิล แจ็คสัน ราชาเพลงป็อปชื่อดัง จะมีขึ้นที่สุสานฟอเรสต์ ลอว์น เมมโมเรียล พาร์คในเมืองเกลนเดล เวลา 19.00 น.ของวันพฤหัสบดี (ตามเวลาท้องถิ่น)หรือตรงกับวันนี้ กับเวลา 09.00 น. (ตามเวลาในไทย) โดยอนุญาตให้ครอบครัวแจ็คสัน และเพื่อนสนิทมาร่วมงานเท่านั้น ขณะที่มีการปิดกั้นพื้นที่ตามท้องถนนและทางอากาศเหนือพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งมีสื่อมวลชนจำนวนมากพากันไปอออยู่หน้าทางเข้าสุสานเพื่อบันทึกภาพ

เฮลิคอปเตอร์ ตำรวจติดอุปกรณ์อินฟราเรดตรวจสอบทั่วพื้นที่สุสาน 725 ไร่ เมื่อค่ำวันพุธ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีผู้บุกรุกเข้ามา ส่วนสุนัขตำรวจ ตำรวจนอกเครื่องแบบ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยลาดตระเวนในบริเวณดังกล่าว สำหรับค่าใช้จ่ายในการฝังศพแจ็คสัน อยู่ที่ 150,000 ดอลลาร์สหรัฐ (5 ล้านบาท) ในสุสานเก่าแก่อายุ 103 ปี ซึ่งเป็นที่ฝังศพบุคคลผู้มีชื่อเสียงมากมาย เช่น วอลท์ ดิสนีย์, แซม คุก, แนท คิง โคล, ฮัมฟรีย์ โบการ์ต และคลาร์ก เกเบิล

ราชาเพลงป็อบ ไมเคิล แจ็คสัน วัย 50 ปี เสียชีวิตเนื่องจากใช้ยาเกินขนาดเมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งสำนักงานนิติเวชลอสแองเจลิสระบุว่า เขาเสียชีวิตจากการฆาตกรรม



สนับสนุนเนื้อหา

ประวัติท่านนายกอภิสิทธิ์

ประวัติท่านนายกอภิสิทธิ์

มาร์ค,โอบามาร์ค
ชื่อจริง : อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ชื่อในวงการ : มาร์ค,โอบามาร์ค

ชื่อเล่น : มาร์ค

ส่วนสูง : - ซม.

น้ำหนัก : - กก.

เพศ : ชาย

เกิดวันที่ : 03 ส.ค. 2507


--------------------------------------------------------------------------------

การศึกษา
ด.ช.อภิสิทธิ์ ได้เข้าเรียนระดับอนุบาลที่ โรงเรียนอนุบาลยุคลธรระดับประถมที่ โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากนั้นได้ย้ายกลับประเทศอังกฤษเพื่อเข้าเรียนที่ โรงเรียนสเกทคลิฟและเรียนต่อที่ โรงเรียนมัธยมอีตัน ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำเอกชน ระดับเตรียมอุดมศึกษาที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของ กรุงลอนดอน ได้เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีในสาขาวิชา ปรัชญา การเมืองและเศรษฐศาสตร์ (Philosophy, Politics and Economics, P.P.E.) ที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตร 3 ปี โดยได้รับเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง นับเป็นคนไทยคนที่ 2 ที่ได้รับเกียรตินิยมอันดับหนึ่งในสาขาวิชานี้ ต่อจาก พระยาศรีวิศาลวาจา


--------------------------------------------------------------------------------

ผลงาน
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศไทย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร 2 สมัย เป็นนายกรัฐมนตรีที่ได้รับตำแหน่งในขณะที่มีอายุเพียง 44 ปี

แก้ไขปัญหาความไม่สงบในช่วงสงกรานต์

นายกรัฐมนตรี เดินทางไปแถลงถึงกรณีตัดสินใจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินขั้นร้ายแรงในเขตกทม. และปริมณฑล ที่กระทรวงมหาดไทย

ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2552 พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร กล่าวหาผ่านทางวีดีโอคอนเฟอเร็นซ์ว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นผู้สั่งให้ทำการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 และยังกล่าวหา พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และ ชาญชัย ลิขิตจิตถะ องมนตรีว่ามีส่วนรู้ร่วมคิดในการก่อรัฐประหารขึ้นเพื่อรับรองให้อภิสิทธิ์ ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ถึงแม้ว่าอภิสิทธิ์ปฏิเสธข้อกล่าวหา กลุ่มผู้ประท้วงเสื้อแดงจำนวน 100 คนจาก 1,000 คนในกรุงเทพมหานครในช่วงต้นเดือนเมษายนมีความต้องการให้อภิสิทธิ์ลาออกจาก นายกรัฐมนตรี และต้องการให้ พล.อ.เปรม สุรยุทธิ์ และชาญชัย ลาออกจากองคมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณเรียกร้องให้มีการปฏิวัติโดยประชาชนอย่างเปิดเผย เพื่อให้มีชัยชนะต่อชนชั้นสูงที่มีอิทธิพลต่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ ผู้ประท้วงเสื้อแดงนปช. ไปขัดขวางการประชุมอาเซียนซัมมิท ที่พัทยา ความรุนแรงจากการปะทะกันได้เกิดขึ้นระหว่างกลุ่มนปช.กับกลุ่มเสื้อน้ำเงิน ที่สนับสนุนรัฐบาล และมีรายงานว่ากลุ่มคนเสื้อน้ำเงินได้ขว้างระเบิดมายังกลุ่มคนเสื้อแดงผู้ประท้วงเหล่านี้เป็นสาเหตุให้การประชุมอาเซียนซัมมิทเป็นอันต้องยกเลิกไป ต่อมาอภิสิทธิ์จึงตัดสินใจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ในพื้นที่พัทยาและชลบุรี เมื่อวันที่ 11 เมษายน ภายใต้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนี้มีการรวมตัวกันมากกว่า 5 คนถูกห้ามไม่ให้นำเสนอข่าวที่ยุยงให้เกิดความวิตกกังวล

ในช่วงเทศกาลสงกรานต์เริ่มต้นขึ้นนั้น ผู้ประท้วงได้ยกระดับการชุมนุมสูงขึ้นในกรุงเทพฯ ผู้ประท้วงใช้รถยนต์, รถเมล์ และรถบรรทุกแก๊ส LPG จอดขวางตามถนนหลายจุดในใจกลางกรุงเทพฯ การต่อสู้ได้ปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ประท้วงที่ต่อต้านรัฐบาล, กลุ่มผู้ประท้วงที่สนับสนุนรัฐบาล และประชาชนทั่วไป การเดินขบวนไปยังหน้าบ้านสี่เสาว์เทเวศน์ มีผู้สนับสนุนพันธมิตรคนหนึ่งขับรถเข้าชนกลุ่มนปช. ก่อนที่จะขับรถหนีไป อภิสิทธิ์ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เนื่องจากผู้ประท้วงกลุ่มเสื้อแดงยกระดับความตีงเครียดสูงขึ้นและกล่าวหาว่า ผู้ที่ประท้วงต่อต้านรัฐบาลนั้นเป็นศัตรูของประเทศไทย อภิสิทธิ์ยังได้ออกพระราชกำหนดมอบอำนาจให้รัฐบาลตรวจสอบการออกอากาศทางโทรทัศน์ก่อนที่จะมีเหตุการณ์นองเลือด พ.ต.ท. ทักษิณ เรียกร้องให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เข้ามาแทรกแซงไม่ให้เกิดการเผชิญหน้ากัน

ในช่วงเช้ามืดของวันที่ 13 เมษายน ทหารไทยใช้แก๊สน้ำตาและปืนกลไฟสลายการชุมนุมจากแยกดินแดง ใกล้กับอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 70 คน ผู้ประท้วงที่สนับสนุนทหารถูกปืนยิงตาย 1 คน ในวันเดียวกันนั้น รัฐบาลสั่งให้ระงับการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ช่องดีสเตชัน และสมาชิกของกลุ่มนปช.ในเวลานั้น ถูกเผยแพร่ภาพที่มีการปะทะกันขึ้น และวิทยุชุมชนหลายแห่งถูกปิด ความรุนแรงจากการปะทะมีจำนวนมากในกรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่องในขณะที่มีการออกหมายจับพ.ต.ท.ทักษิณและแกนนำอีก 13 คน ต่อมาแกนนำนปช.เข้ามอบตัวกับตำรวจในวันที่ 14 เมษายน ภายหลังจากที่ความรุนแรงได้สิ้นสุดลง หลังจากนั้นไม่นาน อภิสิทธิ์ได้ยกเลิกหนังสือเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ และออกหมายจับแกนนำเพิ่มอีก 12 คน

รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลของผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบนี้จำนวนมากกว่า 120 คนเกือบทั้งหมดเป็นกลุ่มนปช.ทางกลุ่มนปช.ประกาศว่ามีสมาชิกอย่างน้อย 6 คนเสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมและถูกทหารนำศพไปโยนทิ้ง รัฐบาลได้ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ มีจำนวนกลุ่มนปช.ที่ถูกทหารยิงเสียชีวิตอย่างน้อย 1 คนที่ดินแดง ถึงแม้ว่ากองทัพจะออกมาปฏิเสธ อภิสิทธิ์มอบหมายให้สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ออกมายืนยันว่าผู้ที่สนับสนุนรัฐบาลถูกเสื้อแดงยิงตาย 2 คนที่ดินแดง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครประมาณมูลค่าความเสียหายต่อทรัพย์สินไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท รวมถึงรถเมล์ที่ถูกเผาจำนวน 31 คัน

ต่อมาอภิสิทธิ์ประกาศยกเลิกพรก.ฉุกเฉิน ในวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2552

เช็คช่วยชาติ

วิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลกได้สร้างผลกระทบอย่างมากต่อประเทศไทย จำนวนผู้ว่างงานในเดือนมกราคม 2552 เพิ่มขึ้นเป็น 800,000 คน โดยเปรียบเทียบกับเดือนธันวาคม 2551 ในต้นปี พ.ศ. 2552 เศรษฐกิจถูกคาดหวังว่าจะ ว่าจ้างตามสัญญา 3% ตลอดทั้งปี อภิสิทธิ์ตอบรับวิกฤตเศรษฐกิจนี้โดยการแจกเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท (ประมาณ $75) สำหรับผู้ที่มีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 15,000 บาท (ประมาณ $500)


--------------------------------------------------------------------------------

ผลงานที่สร้างชื่อ
อภิสิทธิ์ เริ่มต้นชีวิตการเมืองด้วยการเป็น อาสาสมัครช่วยหาเสียงให้กับ พิชัย รัตตกุล ในเขตคลองเตย ช่วงปิดภาคเรียนที่กลับมาเมืองไทย ต่อมาได้เข้าช่วยงานด้านวิชาการในเรื่อง แผนพัฒนาเศรษฐกิจ ให้กับ นายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ขณะนั้น ก่อนจะลงสมัครรับเลือกตั้งในนาม พรรคประชาธิปัตย์ ได้เป็น ส.ส.กรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ. 2535 ขณะมีอายุได้เพียง 27 ปี ซึ่งนับว่าเป็น ส.ส. ที่มีอายุน้อยที่สุดในขณะนั้นและเป็น ส.ส.เพียงคนเดียวของ พรรคประชาธิปัตย์ ในเขตกรุงเทพมหานคร และพื้นที่ภาคกลาง ท่ามกลางกระแส "มหาจำลองฟีเวอร์" กับการเป็นนักการเมือง "หน้าใหม่" ที่เพิ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นครั้งแรก

ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 อภิสิทธิ์เป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่วมปราศรัยและคัดค้านการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.สุจินดา คราประยูรที่ สนามหลวง และลานพระบรมรูปทรงม้า ในฐานะนักวิชาการ และตัวแทนของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งในครั้งนั้นประกาศไม่เข้าร่วมรัฐบาลของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีผลงานทางการเมืองที่สำคัญคือการจัดทำ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็น พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ฉบับแรกของไทย ที่ดำเนินการจัดทำจนสำเร็จในช่วงเวลาที่อภิสิทธิ์ดำรงตำแหน่ง เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติเพื่อมอบสิทธิแก่เยาวชนไทย ในการได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปี ที่รัฐจะต้องจัดให้ทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 มาตรา 43 โดยอภิสิทธิ์มีบทบาทดูแล ทั้งด้านนโยบาย หลักการและรายละเอียด รวมทั้งผลักดัน ให้ผ่านคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา เป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติการศึกษา ของสภาผู้แทนราษฎร ตลอดจนได้จัดตั้งคณะกรรมการบริหารสำนักงานปฏิรูปการศึกษา และได้ดูแลจนกระทั่ง พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานรับรอง และประเมินคุณภาพการศึกษา ประกาศใช้

ศาสตราจารย์ ดร.สิปปนนท์ เกตุทัต อดีตกรรมการการศึกษาแห่งชาติผู้ทรงคุณวุฒิ และ ประธานกรรมการพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เคยให้ความเห็นไว้ว่า อภิสิทธิ์เป็นผู้หนึ่งที่มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาของ พระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และการปฏิรูปการศึกษาของไทยอย่างทะลุปรุโปร่ง

นอกจากนี้ อภิสิทธิ์ยังมีผลงานผลักดันกฎหมายและแนวคิดต่างๆ จำนวนมาก อาทิเช่น กฎหมายข้อมูลข่าวสาร กฎหมายกระจายอำนาจแก่ท้องถิ่น กฎหมายคุ้มครองเสรีภาพสื่อมวลชน การผลักดันให้มี วิทยุชุมชนในท้องถิ่น การผลักดัน ให้มีองค์กรอิสระเพื่อการตรวจสอบ เช่น ปปช., ศาลปกครอง และ กกต. การเสนอมาตรการคุ้มครองผู้ให้ข้อมูลการทุจริตของ หน่วยงานรัฐ หรือนักการเมือง การเสนอกฎหมายให้การฮั้วประมูลเป็นความผิดทางอาญา การเสนอกฎหมายองค์การมหาชน เพื่อให้การให้บริการของรัฐ มีความสะดวกคล่องตัว และการผลักดันแนวคิดเรื่องการสรรหาผู้บริหารระดับสูงในองค์กรภาครัฐ ด้วยระบบสัญญาจ้าง เพื่อให้สามารถสรรหาผู้บริหารระดับสูงที่มีคุณภาพ ทำงานอย่างอิสระ โดยได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม

จากผลงานการใช้ความรู้ความสามารถด้านกฎหมาย ในการปฏิบัติหน้าที่ทางการเมืองดังกล่าว ทำให้อภิสิทธิ์ได้รับ ปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จาก มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในปี พ.ศ. 2549




--------------------------------------------------------------------------------

รางวัลที่ได้รับ
เครื่องราชอิสริยาภรณ์

พ.ศ. 2535 : ตริตาภรณ์มงกุฏไทย (ต.ม.)
พ.ศ. 2536 : ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก (ท.ช.)
พ.ศ. 2538 : ประถมาภรณ์มงกุฏไทย (ป.ม.)
พ.ศ. 2540 : ประถมาภรณ์ช้างเผือก (ป.ช.)
พ.ศ. 2541 : มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.)
พ.ศ. 2542 : มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.)

การได้รับการจัดอันดับในระดับนานาชาติ
พ.ศ. 2535 : 1 ใน 100 ผู้นำสำหรับโลกวันพรุ่งนี้, โดย World Economic Forum (องค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการเมืองของโลก)
พ.ศ. 2540 : 1 ใน 6 นักการเมืองที่เป็นความหวังของเอเซีย, โดย นิตยสารไทม์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2540, “เสียงใหม่ๆ เพื่อเอเซียใหม่”
พ.ศ. 2542 : 1 ใน 20 ผู้นำสำหรับสหัสวรรษ ด้านการเมือง, โดย นิตยสารเอเซียวีค 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542


--------------------------------------------------------------------------------

แหล่งที่มา
วิกิพีเดีย


--------------------------------------------------------------------------------

ภาพสิริมงคลหาดูยาก พระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงขณะเสด็จไปนมัสการพระเถระทั่วประเทศ

ภาพสิริมงคลหาดูยาก
เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงขณะเสด็จไปนมัสการพระเถระทั่วประเทศ

เป็นภาพหาดูยาก บางภาพพวกเรายังไม่เกิดก็มี

สังเกตในหลวงตอนทรงสนทนาธรรมกับพระเถระ

ทรงอ่อนน้อมอ่อนโยนเป็นอย่างยิ่ง ดูแล้วปลาบปลื้มใจ

การเข้าไปสอบถามปัญหาสมณพราหมณ์

เป็นหนึ่งในห้าแห่งจักรพรรดิวัตร (วัตรปฏิบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ)

การเข้าหานักบวชเป็นประโยชน์หลายแง่ เช่น สงเคราะห์ทำบุญด้วย

สอบถามหาความรู้ หาข้อมูลในชุมชนเพราะวัดเป็นแหล่งรวมชาวบ้าน

ใครมีเรื่องอะไรก็มาเล่าให้พระฟัง วิธีหาข้อมูลง่ายๆคือเข้าหาพระ

การพบเห็นพระยังเป็นเรื่องมงคลเหมือนในมงคลสูตรที่ว่า

สมณานญฺจ ทสฺสนํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ

แปลว่า การพบเห็นสมณะเป็นมงคลอย่างสูงสุด

เชิญเพื่อนๆเซฟภาพเก็บไว้เป็นสิริมงคล

ขอขอบคุณคุณ NN-BB จขกท.แนะนำห้องเฉลิมไทยพันทิป

และเจ้าของภาพต้นฉบับทุกท่าน

อยากทราบชื่อพระเถระแต่ละรูปให้เอาลูกศรเม้าส์ไปวางที่ภาพ





























































พระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงขณะเสด็จไปนมัสการพระเถระทั่วประเทศ


เพื่อความสะดวกจึงลงภาพเหมือนกระทู้เดิมไม่ได้ลำดับเหตุการณ์ ขออภัย

ให้ความรู้หน่อย คำว่า เกจิ เป็นคำบาลีขยายประธาน แปลว่า บางพวก,บางเหล่า

เช่น เกจิ อาจริยา อาจารย์บางพวก เกจิ ปุคฺคลา บุคคลบางพวก

แต่เกจิในภาษาไทยมีความหมายตามที่เรารู้ๆกันอยู่